svasdssvasds

"เกรด" ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

"เกรด" ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

สถิติชี้ชัด วัยรุ่นไทยเครียด-เสี่ยงซึมเศร้าพุ่งสูง เจาะลึกต้นตอจากความคาดหวังที่ผูกติดกับผลการเรียน สู่แนวทางสร้างเกราะใจให้ลูกในโลกที่มีการแข่งขันสูง

SHORT CUT

  • วิกฤตสุขภาพจิตเยาวชนมีอยู่จริง สถิติยืนยันชัดเจนว่าเด็กไทยกำลังเผชิญความเครียดและเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในระดับที่น่ากังวล โดยมีสาเหตุหลักจากแรงกดดันด้านการเรียน
  • ผู้ปกครองควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการบริหารจัดการ "ผลงาน" ของลูก ไปสู่การสร้างบรรยากาศแห่งความรักและการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ที่ซึ่งคุณค่าของลูกไม่ได้ถูกตัดสินด้วยเกรด
  • พ่อแม่ยุคใหม่ ควรนำการสื่อสารเชิงบวกมาใช้ ชื่นชม "ความพยายาม" ไม่ใช่แค่ "ผลลัพธ์" เพื่อสร้าง Growth Mindset ที่แข็งแกร่งให้ลูกกล้าเผชิญความท้าทายและเห็นคุณค่าในตัวเอง

สถิติชี้ชัด วัยรุ่นไทยเครียด-เสี่ยงซึมเศร้าพุ่งสูง เจาะลึกต้นตอจากความคาดหวังที่ผูกติดกับผลการเรียน สู่แนวทางสร้างเกราะใจให้ลูกในโลกที่มีการแข่งขันสูง

สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนอย่างเงียบๆ ใครจะไปรู้ว่าจริงๆแล้ว "เด็กๆเครียดมากกว่าผู้ใหญ่" ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตได้สะท้อนภาพที่ผู้ปกครองไทยควรกังวล

\"เกรด\" ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

สถิติเผย เยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี มีความเครียดสูงถึง 24.83% มีความเสี่ยงซึมเศร้า 29.51% และเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงถึง 20.35% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประชากรทั่วไปเกือบ 4 เท่า

โดยมีรากเหง้าของปัญหาที่ชี้ชัดไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือ "เรื่องการเรียน"

ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทยโดย Rocket Media Lab ยืนยันว่ากว่าครึ่งหนึ่งของนักเรียน (51.45%) ระบุว่าการเรียนคือสาเหตุความเครียดอันดับหนึ่ง

โดยความกลัวที่ใหญ่ที่สุดคือ "กลัวเกรดไม่ดี" ซึ่งสะท้อนว่า "เกรด" ได้กลายมาเป็นตัวชี้วัดคุณค่าที่สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเด็กๆ

เมื่อ "ความรัก" ของพ่อแม่กลายเป็น KPI

เบื้องหลังแรงกดดันที่เด็กต้องเผชิญ มักมีจุดเริ่มต้นจากความรักและความปรารถนาดีของผู้ปกครอง ที่ต้องการเห็นลูกมีอนาคตที่มั่นคงในสังคมที่มีการแข่งขันสูง แต่บ่อยครั้งที่ความรักนั้นถูกแสดงออกในรูปแบบของความคาดหวังที่หนักอึ้ง ไม่ต่างจาก "ตัวชี้วัดความสำเร็จ" (KPI) ที่ลูกต้องทำให้ได้

นักจิตวิทยาชี้ว่า การที่ผู้ปกครองผลักดันลูกอย่างเข้มข้น ไม่ได้เกิดจากความใจร้าย แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเหลื่อมล้ำและความไม่แน่นอนในสังคม พวกเขากำลังถ่ายทอดความวิตกกังวลของตนเองไปสู่ลูกโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ "การเลี้ยงลูกที่ผิดพลาด" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบสังคมที่บีบคั้นให้พ่อแม่รู้สึกว่าต้องผลักดันลูกให้ถึงขีดสุดเพื่อความอยู่รอด

เปลี่ยนจาก "สนามสอบสวน" ให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัย"

ทางออกจากวงจรแห่งความกดดันนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของครอบครัว จากที่เคยเป็น "ผู้จัดการ" คอยควบคุมผลการเรียนของลูก ไปสู่การเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Zone) ที่ลูกสามารถเป็นตัวของตัวเองและรู้สึกเป็นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข

หัวใจสำคัญคือการแยก "ความภาคภูมิใจในตนเอง" (Self-esteem) ซึ่งผูกติดกับความสำเร็จภายนอก ออกจาก "คุณค่าในตนเอง" (Self-worth) ที่เป็นความเชื่อมั่นจากภายในว่า "ฉันมีคุณค่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง" โดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเกรดหรือรางวัลใดๆ

เมื่อลูกทำผิดพลาดหรือได้คะแนนไม่ดี แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการตำหนิ ลองเริ่มต้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ เช่น "แม่รู้ว่าลูกคงผิดหวังกับคะแนน แต่ไม่ว่ายังไงลูกก็ยังเป็นคนสำคัญของแม่เสมอนะ" การสื่อสารเช่นนี้จะเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นที่พักพิงทางใจอย่างแท้จริง

\"เกรด\" ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ผู้ปกครองทำได้ทันที คือการปรับเปลี่ยนภาษาที่ใช้กับลูก เพื่อปลูกฝัง "Growth Mindset" หรือกรอบความคิดที่เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม

กุญแจสำคัญคือการ "ชื่นชมที่กระบวนการและความพยายาม" ไม่ใช่แค่ที่ "ผลลัพธ์หรือความฉลาด"

แทนที่จะพูดว่า "เก่งมากที่สอบได้ที่หนึ่ง" (ซึ่งอาจทำให้เด็กกลัวความล้มเหลวในอนาคต)

ลองพูดว่า "แม่เห็นเลยว่าลูกตั้งใจอ่านหนังสือมาก ความพยายามของลูกยอดเยี่ยมที่สุด"

การชื่นชมในลักษณะนี้จะสอนให้เด็กให้คุณค่ากับความพยายามและความอดทน ทำให้พวกเขากล้าเผชิญความท้าทาย และมองความผิดพลาดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และสร้างเกราะป้องกันความเครียดที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุด

ที่มา : hfocusRocketmedialabpsychiatry

related