
SHORT CUT
Gen Z ตัวตึงสายหวาน! ผลสำรวจพบ 3 ใน 4 ชอบกินของหวานกว่าวัยอื่น ทำยอดใช้น้ำตาลพุ่งสวนทางความเสี่ยงโรคอ้วน-หัวใจที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังสุขภาพให้ดี
รางวัลสำหรับ 'คนชอบของหวานมากที่สุด' ตกเป็นของ… Gen Z!
ผลสำรวจใหม่ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 2,000 คน ที่จัดทำโดย Talker Research บริษัทวิจัยตลาดและได้รับการว่าจ้างจาก HI-CHEW บริษัทผลิตลูกอมของญี่ปุ่น พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของคนรุ่นอายุ 14 – 29 ปี ต้องการรับประทานคุกกี้ ไอศกรีม ช็อกโกแลต ลูกอม และขนมหวานอื่น ๆ ราว 1 - 6 หน่วยบริโภคต่อวัน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มีเพียง 57% ของกลุ่มคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่มีอายุระหว่าง 62 – 80 ปี ที่ตอบแบบเดียวกัน การสำรวจนี้ประกอบด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจากแต่ละคนแต่ละรุ่นในจำนวนเท่ากัน ได้แก่ ผู้ตอบแบบสอบถามจากกลุ่ม Gen Z จำนวน 500 คน กลุ่ม Gen X จำนวน 500 คน กลุ่มมิลเลนเนียล จำนวน 500 คน และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ จำนวน 500 คน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจใหม่นี้ขัดแย้งกับผลการสำรวจอีกชิ้นของ Talker Research ที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบของหวานน้อยที่สุด โดยการสำรวจครั้งนั้นได้รับการว่าจ้างจากบริษัท Driscoll’s บริษัทผลไม้ตระกูลเบอร์รีของสหรัฐฯ และพบว่า 46% ของทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล และ Gen X ต่างก็ชื่นชอบของหวาน
ผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า คนรุ่น Gen Z เป็นกลุ่มที่มองว่าตนเองเป็นคนชอบขนมหวานมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มมิลเลนเนียล โดย 86% ของ Gen Z ยอมรับว่าชื่นชอบของหวาน และ 81% ของกลุ่มมิลเลนเนียลก็กล่าวเช่นเดียวกัน
ขณะที่ผลสำรวจในเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า 46% ของชาวอเมริกันอยากกินของหวานในช่วงก่อนเที่ยงวัน แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มเบบี้บูมเมอร์
โดย 35% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลอยากกินของหวานก่อนเที่ยง และ 22% ของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์อยากกินของหวานหลังเวลา 19.00 นาฬิกาเป็นต้นไป ผลสำรวจทั้งสองชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของชาวอเมริกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอาจเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับแพทย์ที่ทำงานเพื่อต่อสู้กับโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงเนื่องจากน้ำหนักเกิน
การบริโภคน้ำตาลที่เติมในอาหารมากเกินไป ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ใส่เพิ่มลงไปในอาหารเพื่อให้มีรสหวานขึ้นและช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้คงความสดได้นานขึ้น สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันโลหิตสูงและการอักเสบเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลทำให้วามเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก Harvard Health พบว่า โรคหัวใจถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 900,000 คนต่อปี ผลการศึกษาของนักวิจัยในปี 2016 พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อาหารของชาวอเมริกันผ่านการแปรรูปมากขึ้น ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำตาลที่ชาวอเมริกันบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้งานวิจัยในปี 2020 ยังพบว่า อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food : UPF) คิดเป็นเกือบ 90% ของน้ำตาลที่เติมลงในอาหารของชาวอเมริกัน
ปัจจุบัน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ตามข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่และวัยหนุ่มสาวบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 17 ช้อนชาต่อวัน หรือมากกว่าปริมาณที่แนะนำสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงถึงถึงกว่า 3 เท่า
เกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำตาลที่บริโภคนั้นมาจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และอีก 19% มาจากของหวานและขนมขบเคี้ยวที่มีรสหวานอื่น สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา กล่าวว่า ปริมาณดังกล่าวเท่ากับ น้ำตาลที่เติมเพิ่มลงไปประมาณ 60 ปอนด์ (27.2 กิโลกรัม) ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ ลูกโบว์ลิ่งหนัก 10 ปอนด์ (4.5 กิโลกรัม) จำนวน 6 ลูก พร้อมแนะนำว่า ผู้ชายและผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมลงไปในอาหารเกิน 9 ช้อนชาและ 6 ช้อนชาต่อวัน ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่า ในขณะที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ชาวอเมริกันบริโภคน้ำตาลมากขึ้น เนื่องจากอากาศร้อนกระตุ้นความอยากดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลแช่เย็นและของหวานแช่แข็ง
เพื่อลดน้ำตาลที่เติมลงไปในอาหาร ผู้เชี่ยวชาญจาก Yale Health แนะนำให้จำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ Allina Health ระบบดูแลสุขภาพที่ไม่แสวงหาผลกำไร ยังเตือนให้ระวังชื่อเรียกอื่น ๆ ของน้ำตาลบนฉลากอาหาร เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด (Corn Syrup) และคำที่ลงท้ายด้วย “-ose” ซึ่งมักหมายถึงน้ำตาลที่ถูกเติมเพิ่มเข้าไปในอาหาร
ที่มา: Independent