
เมื่อมีศิลปินไทยนำ 'สัญญาณมือ SOS' มาทำคอนเทนต์ แต่แฟนคลับต่างชาติไม่ขำด้วย และออกมาตักเตือนอย่างจริงจัง
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาไทม์ไลน์โซเชียลลุกเป็นไฟ เมื่อมีศิลปินไทยนำ 'สัญญาณมือ SOS' มาทำคอนเทนต์เล่น ๆ ขำ ๆ ลงพื้นที่ส่วนตัวเพื่อสื่อว่า 'ช่วยด้วย งานหนักมาก เหนื่อยสุด ๆ' หวังจะอ้อนแฟนคลับตามประสาคนกันเอง แต่กลับกลายเป็นว่างานนี้ 'อินเตอร์แฟน' (แฟนคลับต่างชาติ) ไม่ขำด้วย แถมพากันเข้ามาคอมเมนต์ตักเตือนอย่างจริงจังจนกลายเป็นดราม่าข้ามคืน
มุกตลก หรือ เรื่องคอขาดบาดตาย?
มาร่วมทำความเข้าใจความสำคัญของสัญลักษณ์ SOS และ 'ภาษากาย' ที่โลกสากลใช้เพื่อเอาชีวิตรอดกัน
เปิดที่มา 'Signal for Help' สัญญาณมือหนีตายที่แลกด้วยชีวิต
สิ่งที่ศิลปินนำมาเล่นนั้น ในสากลเรียกว่า 'Signal for Help' หรือสัญญาณมือบอกภัย ถูกคิดค้นขึ้นโดยมูลนิธิสตรีแห่งแคนาดา (Canadian Women's Foundation) ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก เพื่อให้เหยื่อที่ถูกกักตัวและเผชิญ ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านกล้องวิดีโอคอลได้อย่างปลอดภัย โดยที่คนร้ายในบ้านไม่ทันสังเกต
วิธีการส่งสัญญาณมือ SOS ที่ถูกต้อง (Signal for Help)
ในทางสากล สัญญาณมือนี้มี 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง:
ขั้นที่ 1: หงายฝ่ามือออกหาผู้รับสารหรือกล้อง
ขั้นที่ 2: พับนิ้วโป้งเข้าหาฝ่ามือ
ขั้นที่ 3: พับนิ้วที่เหลืออีก 4 นิ้วลงมากำปิดนิ้วโป้งเอาไว้
เหตุผลทำไมเรื่องนี้ 'อินเตอร์แฟน' ถึงมองว่าห้ามล้อเล่น?
แฟนๆต่างชาติกังวลว่า ถ้าคนดังเอาท่านี้มาเล่นขำ ๆ จนกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์หรือเทรนด์ฮิต วันหนึ่งหากมีคนที่กำลังโดนทำร้ายหรือถูกลักพาตัวส่งสัญญาณนี้จริง ๆ สังคมจะคิดว่าเป็นแค่มุกตลกและมองข้ามไป จนนำไปสู่ความสูญเสีย เรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟระดับสากล ในต่างประเทศสัญญาณนี้สำคัญมากและมีไว้เพื่อ 'หนีตาย' เท่านั้น โดยสัญญาณมือนี้เคยช่วยชีวิตคนไว้ได้จริง ๆ เช่น กรณีเด็กหญิงวัย 16 ปีในสหรัฐฯ ที่ถูกลักพาตัว แต่รอดชีวิตมาได้เพราะส่งสัญญาณมือนี้ให้คนบนทางหลวงเห็น สำหรับต่างชาติมันจึงเป็นเครื่องมือที่มีไว้ช่วยชีวิต ไม่ใช่ Content กิมมิค
การนำมาใช้เป็น Content จึงถือว่าไม่รู้กาลเทศะอย่างแรง ที่สำคัญยังเสี่ยงผิดกฎหมายในทางสากล เพราะการส่งสัญญาณภัยเท็จ (False Alarm) โดยไม่มีเหตุฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลาและสร้างความตื่นตระหนก
ดราม่าครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนบันเทิงในยุค Global Citizen (พลเมืองโลก) ที่โซเชียลเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน พื้นที่ส่วนตัวของศิลปินที่มีผู้ติดตามระดับอินเตอร์ จึงต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความตระหนักรู้ในประเด็นสากล