‘Lymphatic Walking’ เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง เทรนด์สุขภาพฮิต

‘Lymphatic Walking’ เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง เทรนด์สุขภาพฮิต

ส่องเทรนด์ 'Lymphatic Walking' เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ช่วยขับสารพิษเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงหรือ? วิทยาศาสตร์ชี้ชัด แค่ขยับกายและเดินสม่ำเสมอก็ได้ผลไม่ต่างกัน

SHORT CUT

  • เทรนด์ Lymphatic Walking การเดินยืดตัว แกว่งแขน และหายใจลึกๆ ช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองได้จริง เพราะระบบนี้ไม่มีหัวใจช่วยปั๊ม จึงต้องพึ่งพาการหด-คลายตัวของกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะน่อง) และแรงดันจากการหายใจของกะบังลมในการดันของเหลวกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต
  • ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าเทคนิคนี้ช่วยขับสารพิษ สลายไขมัน หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เหนือกว่าการเดินธรรมดาในคนสุขภาพดี แม้การออกกำลังกายจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะบวมน้ำเหลืองก็ตาม
  • การดูแลระบบน้ำเหลืองไม่จำเป็นต้องยึดติดกับท่วงท่าตามกระแสโซเชียล เพียงแค่เคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินปกติ ขึ้นบันได ทำสวน หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ก็เพียงพอต่อการกระตุ้นระบบน้ำเหลืองและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมแล้ว

ส่องเทรนด์ 'Lymphatic Walking' เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ช่วยขับสารพิษเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงหรือ? วิทยาศาสตร์ชี้ชัด แค่ขยับกายและเดินสม่ำเสมอก็ได้ผลไม่ต่างกัน

'การเดิน' กำลังเริ่มได้รับความนิยมจนกลายเป็น 'เทรนด์สุขภาพยอดฮิตบนโลกออนไลน์' ซึ่งเทรนด์ล่าสุดก็คือ 'Lymphatic Walking' หรือ 'การเดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง' เป็นการเดินที่เพิ่มการแกว่งแขนให้มากขึ้น ยืดตัวตรงปรับบุคลิกภาพ และหายใจเข้าลึกๆ ขณะเดิน โดยเชื่อว่าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ลดอาการท้องอืด เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

‘Lymphatic Walking’ เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง เทรนด์สุขภาพฮิต

แต่ว่าจริงๆ แล้ว เบื้องหลังกระแสดังกล่าวมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่เหมือนกัน เพราะกล้ามเนื้อของเราช่วยขับเคลื่อนน้ำเหลืองทุกครั้งที่มีการหดและคลายตัว แต่ว่าระบบน้ำเหลืองทำงานอย่างไร และสไตล์การเดินแบบนี้ช่วยเปลี่ยนระบบการทำงานได้จริงหรือไม่ ?

แล้วระบบน้ำเหลืองทำงานอย่างไร ?

'ระบบน้ำเหลือง' คือเครือข่ายของท่อ เนื้อเยื่อ และอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแล้วของเหลวจะเล็ดลอดออกจากหลอดเลือดเล็กๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อรอบเซลล์ตลอดเวลา หน้าที่หลักของระบบน้ำเหลืองคือการเก็บกู้ของเหลวและโปรตีนส่วนเกินเหล่านี้กลับคืนสู่ระบบไหลเวียนโลหิต

‘Lymphatic Walking’ เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง เทรนด์สุขภาพฮิต

นอกจากนี้ระบบน้ำเหลืองยังช่วยสนับสนุนการย่อยอาหาร โดยการดูดซึมไขมันจากอาหารและวิตามินที่ละลายในไขมันจากลำไส้เล็ก ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้เพราะท่อน้ำเหลืองในลำไส้ทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ในลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมการอักเสบ ไปจนถึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโดยการลำเลียงเซลล์ภูมิคุ้มกันผ่านท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

กลไกการขับเคลื่อนน้ำเหลือง หัวใจดวงที่สองของร่างกาย

เพราะระบบน้ำเหลืองไม่มีปั๊มกลางขนาดใหญ่เหมือนหัวใจในระบบไหลเวียนโลหิต แต่น้ำเหลืองเคลื่อนที่ได้ด้วยการหดตัวของท่อน้ำเหลืองเอง การเปลี่ยนแรงดันจากการหายใจ และการหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อโครงร่าง

กล้ามเนื้อทำหน้าที่เหมือนเมื่อกล้ามเนื้อหดตัว จะกดบีบท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดที่พาดผ่าน เมื่อทำงานร่วมกับลิ้นหัวใจแบบเปิดทางเดียวภายในท่อ จึงช่วยดันของเหลวให้เคลื่อนไปข้างหน้า และดันขึ้นสู่เบื้องบนต้านแรงโน้มถ่วง โดยเฉพาะในขา

‘Lymphatic Walking’ เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง เทรนด์สุขภาพฮิต

โดย 'กล้ามเนื้อน่อง' คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน กล้ามเนื้อขาบีบและคลายตัวเพื่อดันเลือดและน้ำเหลืองกลับสู่หัวใจ จนกล้ามเนื้อน่องได้รับการขนานนามว่าเป็น 'หัวใจดวงที่สอง' ของร่างกาย การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อแขน ขา และลำตัวอย่างตั้งใจ จึงมีหลักการทางสรีรวิทยารองรับอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องบทบาทของการหายใจอีกด้วย ซึ่งบทบาทของการหายใจกะบังลมคือกล้ามเนื้อหลักในการหายใจ ทุกการหายใจเข้า ออกจะเปลี่ยนแรงดันภายในช่องอกและช่องท้อง การหายใจเข้าลึกๆ ด้วยกะบังลม จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแรงดันที่มากขึ้น ช่วยดึงเลือดและน้ำเหลืองจากร่างกายท่อนล่างขึ้นสู่ช่องอกและระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยนวดอวัยวะย่อยอาหาร กระตุ้นการลำเลียงสารอาหารและขยะจากกระบวนการเผาผลาญ

Lymphatic Walking ดีกว่าการเดินปกติจริงไหม ?

แม้การเดินแกว่งแขน ยืดตัว และหายใจลึกๆ จะมีประโยชน์ทางสรีรวิทยา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์นี้นำเสนอภาพว่า มันคือวิธีเดียวที่จะกระตุ้นระบบน้ำเหลืองได้

ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดและงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า Lymphatic Walking ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการเดินธรรมดาในคนสุขภาพดี และยังไม่มีงานวิจัยรองรับว่าเทคนิคนี้ช่วยขับสารพิษ, เผาผลาญไขมัน หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นพิเศษมากกว่าปกติ

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการออกกำลังกายก็ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อรวมถึงการเดิน ถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษา ภาวะบวมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบน้ำเหลืองไม่สามารถระบายของเหลวได้ตามปกติ

อาจจะเรียกได้ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การเกาะกระแสเดินแบบ Lymphatic Walking แต่คือ 'การขยับร่างกายให้มีประสิทธิภาพในทุกๆ วัน'

ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ขึ้นบันได เต้นรำ เวทเทรนนิ่ง ว่ายน้ำ ทำสวน หรือวิ่ง ต่างก็ใช้การหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างซ้ำๆ แม้กระทั่งการลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งเป็นเวลานาน ก็ช่วยเปิดการทำงานของกล้ามเนื้อแล้ว การขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยรักษาความแข็งแรง เสริมสร้างระบบหัวใจ กระบวนการเผาผลาญ และสุขภาพจิตใจในระยะยาว

วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลระบบน้ำเหลืองจึงไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เทรนด์โซเชียลพยายามทำให้ดูเป็นเรื่องพิเศษ เพียงแค่หมั่นขยับร่างกายอย่างตั้งใจและสม่ำเสมอ เพราะทุกๆ ก้าว การยืดเหยียด และการเกร็งกล้ามเนื้อนั้นมีคุณค่าต่อร่างกายเสมอ

ที่มา : The Conversation

related