
SHORT CUT
ส่องเทรนด์ 'Lymphatic Walking' เดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ช่วยขับสารพิษเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงหรือ? วิทยาศาสตร์ชี้ชัด แค่ขยับกายและเดินสม่ำเสมอก็ได้ผลไม่ต่างกัน
'การเดิน' กำลังเริ่มได้รับความนิยมจนกลายเป็น 'เทรนด์สุขภาพยอดฮิตบนโลกออนไลน์' ซึ่งเทรนด์ล่าสุดก็คือ 'Lymphatic Walking' หรือ 'การเดินกระตุ้นระบบน้ำเหลือง' เป็นการเดินที่เพิ่มการแกว่งแขนให้มากขึ้น ยืดตัวตรงปรับบุคลิกภาพ และหายใจเข้าลึกๆ ขณะเดิน โดยเชื่อว่าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ลดอาการท้องอืด เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย
แต่ว่าจริงๆ แล้ว เบื้องหลังกระแสดังกล่าวมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่เหมือนกัน เพราะกล้ามเนื้อของเราช่วยขับเคลื่อนน้ำเหลืองทุกครั้งที่มีการหดและคลายตัว แต่ว่าระบบน้ำเหลืองทำงานอย่างไร และสไตล์การเดินแบบนี้ช่วยเปลี่ยนระบบการทำงานได้จริงหรือไม่ ?
'ระบบน้ำเหลือง' คือเครือข่ายของท่อ เนื้อเยื่อ และอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแล้วของเหลวจะเล็ดลอดออกจากหลอดเลือดเล็กๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อรอบเซลล์ตลอดเวลา หน้าที่หลักของระบบน้ำเหลืองคือการเก็บกู้ของเหลวและโปรตีนส่วนเกินเหล่านี้กลับคืนสู่ระบบไหลเวียนโลหิต
นอกจากนี้ระบบน้ำเหลืองยังช่วยสนับสนุนการย่อยอาหาร โดยการดูดซึมไขมันจากอาหารและวิตามินที่ละลายในไขมันจากลำไส้เล็ก ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้เพราะท่อน้ำเหลืองในลำไส้ทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ในลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมการอักเสบ ไปจนถึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโดยการลำเลียงเซลล์ภูมิคุ้มกันผ่านท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
เพราะระบบน้ำเหลืองไม่มีปั๊มกลางขนาดใหญ่เหมือนหัวใจในระบบไหลเวียนโลหิต แต่น้ำเหลืองเคลื่อนที่ได้ด้วยการหดตัวของท่อน้ำเหลืองเอง การเปลี่ยนแรงดันจากการหายใจ และการหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อโครงร่าง
กล้ามเนื้อทำหน้าที่เหมือนเมื่อกล้ามเนื้อหดตัว จะกดบีบท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดที่พาดผ่าน เมื่อทำงานร่วมกับลิ้นหัวใจแบบเปิดทางเดียวภายในท่อ จึงช่วยดันของเหลวให้เคลื่อนไปข้างหน้า และดันขึ้นสู่เบื้องบนต้านแรงโน้มถ่วง โดยเฉพาะในขา
โดย 'กล้ามเนื้อน่อง' คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน กล้ามเนื้อขาบีบและคลายตัวเพื่อดันเลือดและน้ำเหลืองกลับสู่หัวใจ จนกล้ามเนื้อน่องได้รับการขนานนามว่าเป็น 'หัวใจดวงที่สอง' ของร่างกาย การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อแขน ขา และลำตัวอย่างตั้งใจ จึงมีหลักการทางสรีรวิทยารองรับอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องบทบาทของการหายใจอีกด้วย ซึ่งบทบาทของการหายใจกะบังลมคือกล้ามเนื้อหลักในการหายใจ ทุกการหายใจเข้า ออกจะเปลี่ยนแรงดันภายในช่องอกและช่องท้อง การหายใจเข้าลึกๆ ด้วยกะบังลม จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแรงดันที่มากขึ้น ช่วยดึงเลือดและน้ำเหลืองจากร่างกายท่อนล่างขึ้นสู่ช่องอกและระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยนวดอวัยวะย่อยอาหาร กระตุ้นการลำเลียงสารอาหารและขยะจากกระบวนการเผาผลาญ
แม้การเดินแกว่งแขน ยืดตัว และหายใจลึกๆ จะมีประโยชน์ทางสรีรวิทยา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์นี้นำเสนอภาพว่า มันคือวิธีเดียวที่จะกระตุ้นระบบน้ำเหลืองได้
ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดและงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า Lymphatic Walking ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการเดินธรรมดาในคนสุขภาพดี และยังไม่มีงานวิจัยรองรับว่าเทคนิคนี้ช่วยขับสารพิษ, เผาผลาญไขมัน หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นพิเศษมากกว่าปกติ
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการออกกำลังกายก็ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อรวมถึงการเดิน ถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษา ภาวะบวมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบน้ำเหลืองไม่สามารถระบายของเหลวได้ตามปกติ
อาจจะเรียกได้ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การเกาะกระแสเดินแบบ Lymphatic Walking แต่คือ 'การขยับร่างกายให้มีประสิทธิภาพในทุกๆ วัน'
ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ขึ้นบันได เต้นรำ เวทเทรนนิ่ง ว่ายน้ำ ทำสวน หรือวิ่ง ต่างก็ใช้การหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างซ้ำๆ แม้กระทั่งการลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งเป็นเวลานาน ก็ช่วยเปิดการทำงานของกล้ามเนื้อแล้ว การขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยรักษาความแข็งแรง เสริมสร้างระบบหัวใจ กระบวนการเผาผลาญ และสุขภาพจิตใจในระยะยาว
วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลระบบน้ำเหลืองจึงไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เทรนด์โซเชียลพยายามทำให้ดูเป็นเรื่องพิเศษ เพียงแค่หมั่นขยับร่างกายอย่างตั้งใจและสม่ำเสมอ เพราะทุกๆ ก้าว การยืดเหยียด และการเกร็งกล้ามเนื้อนั้นมีคุณค่าต่อร่างกายเสมอ
ที่มา : The Conversation