
SHORT CUT
ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและมากขึ้น กลับกลายเป็นว่า มันกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ‘คนรุ่นใหม่’ ต้องเจอกับ ‘ความเหงา’ มากขึ้นตามไปด้วย
‘มันมีความเงียบงันอยู่มากมาย’ หรือพวกเราได้สร้าง ‘เจเนอเรชันแห่งความเหงา’ ขึ้นมาใหม่?
การเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์คนหนึ่งท่ามกลางผู้คนมากมายมักเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหงาและสับสนอยู่เสมอ แต่ ‘คนรุ่นใหม่ทั่วโลก’ กลับกำลังเผชิญกับความเหงามากกว่าที่เคยเป็นมา แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
เมื่อเดือนกันยายน ผู้ใช้ Reddit รายหนึ่งที่ระบุตนเองว่าเป็นชายวัย 25 ปี ได้ตั้งคำถามในกลุ่ม r/ForeverAlone ว่า คุณรับมือกับภาวะโหยหาสัมผัส (Touch starvation) อย่างไร? พร้อมระบุรายละเอียดว่า .มันเริ่มชัดเจนแล้วว่าผมคงจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต” พร้อมอธิบายเพิ่มว่าเขาเคยรู้สึกกังวลเรื่องการพลาดโอกาสที่จะมีเซ็กส์ แต่ตอนนี้เขากลับโหยหาเพียงแค่การกอดและความแนบชิดทางกายเท่านั้น
“ผมไม่ค่อยมีเพื่อน และไม่มีใครที่มีความสัมพันธ์ทางกายในระดับนั้นเลย ผมแทบไม่ได้กอดคนในครอบครัวแล้วด้วยซ้ำ บางวันผมรู้สึกสิ้นหวังและโหยหาอ้อมกอดจากคนที่ผมรักเหลือเกิน”
ในอีกกระทู้หนึ่ง เป็นผู้ใช้ที่ระบุว่าเป็นหญิงวัย 20 ปี เข้ามาตั้งคำถามว่า มีใครบ้างไหมที่รู้สึกว่าช่วงมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่เหงาที่สุดในชีวิต “ฉันกินข้าวเที่ยงคนเดียว ไปเรียน ขับรถกลับบ้าน อ่านหนังสือ แล้วก็วนลูปแบบนี้” เธอเขียน
“ช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เพราะฉันโหยหาความเชื่อมโยงทางสังคม แต่กลับไม่มีใครให้ออกไปเที่ยวด้วยหรือแม้แต่จะพูดคุย”
ผู้ใช้อีกคนในอีกกระทู้เผยว่า พวกเขาพยายามบรรเทาความโดดเดี่ยวที่ไม่ได้ร้องขอ แต่ก็ล้มเหลวเพราะ ‘ความเหงานี้มันเกินจะทนรับไหว’ พวกเขาเขียน ‘มีใครกำลังเจอแบบนี้บ้างไหม’ ไร้ซึ่งเครื่องหมายคำถาม และไม่มีจุดจบประโยค และคำตอบสำหรับคำถามนั้นก็คือ ‘มี’
อ้างอิงจากรายงานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการเชื่อมโยงทางสังคมขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2025 พบว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ‘รู้สึกเหงาที่สุด’ โดย 17-21% ของคนอายุ 13-29 ปี รายงานว่าตนเองรู้สึกเหงา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
งานวิจัยอีกชิ้นที่สำรวจคนรุ่นใหม่กว่า 1 ล้านคนจาก 38 ประเทศ พบว่าความเหงาในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาคระหว่างปี 2002-2022 ตั้งแต่เยอรมนี ออสเตรเลีย ไปจนถึงสหราชอาณาจักร การศึกษาชี้ให้เห็นถึงกราฟความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคมที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
การที่โลกส่วนใหญ่ได้สร้างเจเนอเรชันที่ผู้คนมากมายรู้สึกว่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการเชื่อมโยงทางสังคมของตนเองได้นั้น เป็นข้อสงสัยที่ผลักดันให้ ‘มิเชลล์ ลิม’ (Michelle Lim) ทุ่มเททำงานวิจัยเรื่องนี้มาหลายปี
เธอกล่าวว่า การเรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น บางครั้งก็เป็นกระบวนการที่โดดเดี่ยวและชวนสับสนอยู่แล้ว แต่ในหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่ชื่อ The Lonely Generation นักวิจัยด้านความเหงาและนักจิตวิทยาคลินิกท่านนี้ได้เจาะลึกว่า เกิดอะไรขึ้นในศตวรรษนี้ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยิ่งรู้สึกเหงาหนักขึ้นไปอีก
มิเชลล์กล่าวสรุปสั้นๆ ว่า “ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของชีวิตวัยเด็กได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฝ่ามือในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา”
ปัจจัยกระตุ้นที่มิเชลล์ระบุไว้นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมการศึกษาที่มีการแข่งขันสูง, เทคโนโลยีดิจิทัล, ผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตโควิด (พวกเขายังคงโศกเศร้ากับสิ่งที่สูญเสียไป), การเปลี่ยนผ่านสู่ครอบครัวขนาดเล็ก, การลดลงของพื้นที่สาธารณะ, ค่าครองชีพที่พุ่งสูง, การทำงานและการเรียนแบบไฮบริด, การเสื่อมถอยของศาสนา และความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัติที่ทำให้เราสามารถไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตได้โดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดกับมนุษย์คนอื่นเลยแม้แต่คำเดียว เธอแย้งว่าคนรุ่นใหม่กำลังได้รับโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย
“สิ่งที่ฉันกลัวคือ ภาวะฝ่อทรามทางสังคม (Social atrophy) ผู้คนกำลังเริ่มชินกับการอยู่คนเดียว” คือสิ่งที่มิเลล์เขียนเอาไว้
ความยุ่งวุ่นวายไม่ได้ช่วยปกป้องฉันจากความเหงา
มิเชลล์คือหนึ่งในนักวิชาการด้านความเหงาชั้นนำของโลก นอกจากการเป็นนักจิตวิทยาและนักวิจัย เธอยังเป็นผู้นำกลุ่มวิจัยสุขภาพสังคมและสุขภาวะของมหาวิทยาลัยซิดนีย์, ซีอีโอของแคมเปญ Ending Loneliness Together ในออสเตรเลีย, คณะที่ปรึกษาด้านความเหงาของ WHO และร่วมก่อตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านความเหงาและการเชื่อมโยง (Global Initiative on Loneliness and Connection)
ในหนังสือ The Lonely Generation เธอพยายามลบล้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความเหงาและอธิบายถึงผลกระทบทั้งต่อบุคคลและสังคม แต่ส่วนที่เธอใช้เวลาวิเคราะห์มากที่สุดคือการหาสาเหตุของ ‘วิกฤต’ ความเหงาในเยาวชน และจำเลยที่หนึ่งที่เธอชี้เป้าคือ การศึกษา
“ระบบการศึกษาในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเป็นเลิศทางวิชาการจากเด็กและวัยรุ่น” เธอระบุพร้อมอธิบายเพิ่มว่าการมุ่งเน้นนี้แลกมาด้วย ‘ต้นทุนแฝง’
การเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน การสอบที่กดดันสูง และการลงเรียนกิจกรรมนอกหลักสูตรมากมายด้วยความหวังดีจากพ่อแม่ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มิเชลล์เล่าว่าพ่อแม่มักจะบอกเธอว่า “ถ้าฉันหยุด ลูกก็จะตามคนอื่นไม่ทัน และฉันก็จะรู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ไม่ดีที่สุด”
อย่างไรก็ตาม มิเชลล์ย้ำว่าเด็กๆ จำเป็นต้องมีการพักผ่อน การเล่นอย่างอิสระ และเวลาว่าง เพื่อให้ได้ฝึกฝนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างอัตลักษณ์ของตนเองนอกเหนือจากที่บ้าน
“ยิ่งคุณให้พวกเขาใช้เวลาไปกับการเรียนมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งไปบั่นทอนทักษะสำคัญด้านอื่นๆ เรากำลังเสี่ยงที่จะเลี้ยงดูเด็กให้เก่งวิชาการ แต่ขาดทักษะทางสังคมในการรับมือกับความท้าทายในโลกของผู้ใหญ่" เธอกล่าว
แนวคิดนี้ตรงใจ อูชา มักเคนนา (Usha Makkena) นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 22 ปีในซิดนีย์ เป็นอย่างมาก
“ฉันคิดว่าเมื่อคุณโตมากับโรงเรียน กิจกรรมนอกเวลา แล้วก็ต่อด้วยการเรียนมหาวิทยาลัยและการทำงาน เวลาส่วนใหญ่ของคุณจะถูกตีกรอบและมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายมากเกินไป สิ่งที่ฉันตระหนักได้เมื่อโตขึ้นคือ ความเชื่อมโยงที่มีความหมายมักจะก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่ได้มีสาระหรือเป้าหมายอะไรเลย (Unproductive times)”
อูชายังเล่าต่อว่า สำหรับเธอการมีตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย ไม่ได้ช่วยปกป้องฉันจากความเหงาเลย ทั้งนี้ปัจจุบันเธอได้ทำงานกับองค์กรด้านสุขภาพจิตเยาวชน เธอเริ่มรู้สึกเหงาตอนช่วงปลายของวัยรุ่น แม้จะทำกิจกรรมเยอะและมีสังคมที่แอคทีฟ แต่กลับรู้สึกแปลกแยกอยู่ลึกๆ
“สิ่งที่ฉันขาดหายไปไม่ใช่การมีคนอยู่รอบตัวเยอะๆ แต่คือความรู้สึกลึกๆ ที่ว่ามีใครสักคนเข้าใจและเชื่อมโยงกับเราอย่างแท้จริง” อูชากล่าว
แม้ว่าชีวิตของเธอไม่ได้ดูเหมือนคนเหงาเลยแม้แต่น้อยแต่เธอบอกว่า “และฉันคิดว่านั่นทำให้เราตระหนักถึงมันได้ยากขึ้น เมื่อคุณมองชีวิตตัวเองและเห็นกิจกรรมต่างๆ มากมาย บางทีมันก็ทำให้คุณหลอกตัวเองว่า ฉันไม่ควรจะเหงาสิ”
นอกจากนี้ที่วิทยาเขตตึกสูงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (UTS) นักศึกษาเดินคุยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ขณะที่หลายคนเดินหรือนั่งคนเดียว ใส่หูฟังและจ้องหน้าจอโทรศัพท์ บนขั้นบันไดโถงทางเข้ามีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "MAKE NEW CONNECTIONS" (สร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ)
เนเนียชา ดองโก (Nenyasha Dongo) วัย 18 ปีจากซิมบับเว พยายามทำตามคำแนะนำนั้นแล้ว เธอตื่นเต้นที่ได้ย้ายมาเรียนที่ซิดนีย์ เธอเป็นคนเฟรนด์ลี่ ไม่ได้ต้องการเพื่อนกลุ่มใหญ่หรือปาร์ตี้ มีเพื่อนสนิทสักสามคนก็พอ แต่เมื่อจบวันเรียนโดยที่ไม่ได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น เธอกลับมาบ้านและพบว่าเพื่อนร่วมบ้านทั้ง 5 คนต่างออกไปข้างนอกหรือหมกตัวอยู่ในห้องนอน ทำให้เธอรู้สึกว่า ‘มันมีความเงียบงันอยู่มากมาย’
“พอกลับมาถึงบ้าน ความเหงามันก็เกิดขึ้น” เธอกล่าว เธอใช้เวลาดูหนังและไถ TikTok เพื่อฆ่าเวลาจนกว่าจะถึงเวลาโทรหาครอบครัวหรือเพื่อนที่บ้านเกิด เธอใช้ชีวิตลูปนี้มา 6 เดือนแล้ว ซึ่งเธอก็แนะนำว่าคุณแค่ต้องชินกับมันให้ได้
ช่วงรอยต่อจากโรงเรียนสู่มหาวิทยาลัย หรือโลกการทำงาน มักจะเป็นจุดหักเหที่ทำให้เกิดความเหงาเสมอ เด็กๆ ต้องออกจากสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างชัดเจนอย่างโรงเรียนมัธยมที่มีเพื่อนหน้าเดิมๆ เข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้ามากมาย ประกอบกับสมองส่วนหน้าของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ ช่วงเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความสับสน การตั้งคำถามกับตัวเอง และความเหงา
แต่พิธีกรรมก้าวผ่านวัยที่แสนอึดอัดนี้กลับถูกขับเคลื่อนในรูปแบบใหม่ โดยมิเชลล์กล่าวว่า “คนหนุ่มสาวเจเนอเรชันนี้กำลังอยู่ในโลกที่แตกต่างออกไปอย่างมาก”
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ‘'ดิจิทัลไม่ใช่ศัตรู' ปาติเนียเก นักศึกษาวัย 20 ปีจากศรีลังกา บอกว่าคุณต้องเจอคนใหม่ๆ ทุกวัน พร้อมอธิบายถึงสคริปต์ทางสังคมแบบใหม่ในการสร้างมิตรภาพของวัยรุ่นยุคนี้ว่า “พวกเขามาขออินสตาแกรมของคุณไป แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้คุยกับพวกเขาอีกเลย”
เนื่องจากการเรียนแบบไฮบริด ที่แพร่หลายมาตั้งแต่ช่วงโควิด ทำให้ยากที่จะมั่นใจได้ว่าคุณจะได้เจอคนหน้าเดิมๆ บ่อยพอที่จะสร้างความสัมพันธ์แบบธรรมชาติได้
“บางครั้งการฟอลโลว์ใครสักคน หรือการไปกดรีแอคโพสต์ของพวกเขา ก็ถูกนำมาใช้แทนการทักทายไปพูดคุยจริงๆ ทั้งที่การโต้ตอบเหล่านั้นไม่สามารถเติมเต็มความต้องการแบบเดียวกันได้เลย” นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวพร้อมเสริมว่า “แล้วมันก็ยังมีเรื่องของการเปรียบเทียบด้วย สำหรับฉัน เวลาที่รู้สึกเหงาอยู่แล้ว การเห็นกลุ่มเพื่อนหรือชีวิตสังคมของคนอื่นตลอดเวลามันทำให้รู้สึกเหมือนว่า ทุกคนหาเพื่อนของตัวเองเจอหมดแล้ว แต่ทำไมฉันยังหาไม่เจอสักที”
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ระวังที่จะไม่เหมารวมว่าเทคโนโลยีเป็นนักฆ่าทำลายสายสัมพันธ์ “มันก็ช่วยให้ฉันรักษาความสัมพันธ์ทางไกลไว้ได้เหมือนกัน”
‘โซเชียลมีเดียไม่ได้มีแต่ผลเสียไปเสียทั้งหมด’ มิเชลล์เขียน แม้ว่าเธอจะกังวลเรื่องการหลั่งโดปามีนจากโซเชียลมีเดียที่อาจไปลดทอนความสุขจากการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง และอาจทำให้คนที่เหงาอยู่แล้วยิ่งหลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คน แต่งานวิจัยของเธอเองก็พบว่า โซเชียลมีเดียสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนที่อาศัยอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับตัวตนของพวกเขา ‘การใช้ดิจิทัลไม่ใช่ศัตรู’
อย่างไรก็ตาม เธอก็จินตนาการอย่างตรงไปตรงมาถึงอนาคตที่ลูกสาวของเธออาจเดินมาบอกว่าเพื่อนสนิทของเธอคือ AI อวาตาร์ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยเมื่อดูจากสิ่งที่เธอพบในคลินิกจิตวิทยา ที่บางครั้งเธอช่วยคนหนุ่มสาวแก้ปัญหาความรัก เพียงเพื่อจะตระหนักได้ในภายหลังว่าพวกเขา ‘ไม่เคย’ เจอหน้าแฟนตัวเองในชีวิตจริงเลย และมันกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก
ความสัมพันธ์เสมือนจริงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่คนละทวีป หรือระหว่างมนุษย์กับ AI ล้วนมีความขัดแย้งน้อยกว่าความสัมพันธ์แบบเจอหน้ากัน และที่สำคัญคือปราศจากการสัมผัสโดยสิ้นเชิง
มิเชลล์กล่าวมนุษย์เป็นเรื่องยาก “แต่นั่นแหละคือความสวยงามของความสัมพันธ์ เราถูกท้าทาย ถูกผลักดัน ความสามารถในการคิดให้หลากหลายและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของเราถูกทดสอบโดยมนุษย์ด้วยกัน" รวมถึงตั้งคำถามว่า “เรากำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียทักษะการเข้าสังคมกับมนุษย์จริงๆ อยู่หรือเปล่า ?”
ความกังวลเรื่องความเสื่อมถอยของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีมานานหลายทศวรรษ โทรศัพท์และทีวีเคยถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวการทำให้คนตัดขาดจากสังคมมานานแล้ว
“แต่ตอนนี้มันมีความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองโลก หรือการขาดชุมชนที่พึ่งพาได้ มันส่งผลต่อวิธีที่เรามองความสัมพันธ์ และวิธีที่เราเลือกปฏิบัติกับผู้อื่น” มิเชลล์ระบุ
พร้อมทั้งอธิบายถึง ‘วงจรแห่งความเหงา’ ซึ่งเป็นกับดักร้ายกาจสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อคนเราเผชิญกับความเหงา พวกเขาจะเริ่มมองว่าการเข้าสังคมเป็นเรื่องน่ากลัวและเป็นภัยคุกคาม จึงถอยห่างและลดการเข้าสังคมลง และการทำเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้พวกเขาเหงาหนักเข้าไปอีก
เรากำลังก้าวเข้าสู่ ‘วิกฤตการขาดความเชื่อมโยงทางสังคม’ ในหนังสือ The Lonely Generation มิเชลล์จินตนาการถึงโลกที่การเข้าสังคมกลายเป็นเหมือน ‘การออกกำลังกาย’ ในยุคนี้ เพราะจากสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน กลายเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามจัดตารางเวลาและยัดมันลงไปในปฏิทินเพื่อให้ได้ทำ
ปัจจุบันมีบริการแบบเสียเงินที่ออกมาในรูปแบบแอปพลิเคชันหรือกิจกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และต่อสู้กับความเหงา “ผู้คนกำลังหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ แต่ฉันคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมสลายของวิถีชีวิตทางสังคมรูปแบบอื่นๆ ที่เราเคยมีต่างหาก” มิเชลล์ระบุ
ความเหงา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คือสัญญาณเตือน มันคือสัญญาณว่าเราต้องประเมินโลกสังคมของเราใหม่ เพราะนี่คือปัญหาของคำว่า ‘พวกเรา’
“คนมักจะปัดตกว่า มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉันนี่ แต่ปัญหาคือ จริงๆ แล้วมันเป็นความรับผิดชอบของทุกคน” มิเชลล์กล่าว
สุดท้ายนี้เธอได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ถ้าทุกคนมัวแต่พูดแบบนั้น เราก็กำลังจะอาศัยอยู่ และเลี้ยงดูเด็กๆ ในโลกที่การมีสังคมและสายสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ กลายเป็นแค่เรื่องของแถมที่ 'มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร' เท่านั้น”
อ้างอิงข้อมูล : The Guardian