
แม้ว่า ‘สมาร์ตวอตช์เด็ก’ จะทำให้ผู้ปกครองรู้สึกอุ่นใจ แต่ในประเทศจีนสิ่งนี้กลับกลายเป็น ‘เครื่องบ่งบอกสถานะ’ ที่อาจผลต่อการเข้าสังคมของเด็กยุคใหม่
‘สมาร์ตวอตช์สำหรับเด็ก’ กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อนใน ‘ประเทศจีน’ จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงอุปกรณ์ติดตามตัวและโทรฉุกเฉินเพื่อความอุ่นใจของผู้ปกครอง ปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้ได้ถูกพัฒนาให้มีฟังก์ชันเทียบเท่าสมาร์ตโฟนของผู้ใหญ่ ทั้งกล้องถ่ายรูป ระบบแชต ไปจนถึงฟีดโซเชียล จนกลายเป็น ‘โซเชียลเน็ตเวิร์กจำลอง’ บนข้อมือที่สร้างความท้าทายใหม่ๆ ให้กับทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และครู
ข้อมูลจากนักเรียนชั้นประถมในจีนสะท้อนให้เห็นว่า สมาร์ตวอตช์กลายเป็น ‘สกุลเงินทางสังคม’ ในหมู่เด็กๆ การแตะนาฬิกา (Bumping) เพื่อแอดเฟรนด์กลายเป็นวิธียอดฮิตในการเริ่มต้นบทสนทนาและสร้างวงสังคม
แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันมหาศาล เด็กๆ มีการเปรียบเทียบแบรนด์และรุ่นของนาฬิกา โดยเฉพาะแบรนด์ยอดฮิตอย่าง เซียวเทียนไฉ (Xiaotiancai) หรือ Little Genius ซึ่งการจะแอดเพื่อนได้มักต้องใช้แบรนด์เดียวกัน ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกกลุ่มเพื่อน หากใครไม่มีหรือใช้คนละแบรนด์ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดไลก์และจำนวนเพื่อนในหน้าปัดนาฬิกายังกลายเป็นสัญลักษณ์บอกสถานะทางสังคม ถึงขั้นมีตลาดมืดซื้อขายบัญชีโซเชียลในสมาร์ตวอตช์กันเลยทีเดียว
ในมุมของผู้ปกครอง แม้จะรู้สึกอุ่นใจที่สามารถติดตามลูกผ่าน ‘GPS’ และจำกัดขอบเขตการใช้งานได้ แต่ก็ต้องเผชิญกับความกังวลใจใหม่ๆ ทั้งกลัวลูกเสพติดหน้าจอ สายตาสั้น หรือไปเจอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ รวมถึงการรับมือกับคำขอซื้อรุ่นใหม่ที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกตามเทรนด์เพื่อนทัน
แต่ทางด้านโรงเรียนก็มีนโยบายรับมือที่แตกต่างกันไป บางโรงเรียนสั่งแบนเด็ดขาดเพราะมองว่ารบกวนการเรียน เป็นแหล่งเพาะค่านิยมเปรียบเทียบ และทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในโลกความจริง ขณะที่บางโรงเรียนอนุญาตให้นำมาได้แต่ต้องปิดเครื่องหรือฝากครูไว้ระหว่างวัน ซึ่งครูบางส่วนก็มองว่าการสั่งแบนอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนเท่ากับการสอนให้เด็กรู้จักจัดการเวลาและรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล
นอกจากปัญหาเรื่องสังคมและพฤติกรรมแล้ว งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายด้านสุขภาพที่แฝงมากับสมาร์ตวอตช์ โดยพบว่าฟังก์ชันวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม้จะแม่นยำ แต่ระบบอัลกอริทึมในการจำแนกจังหวะการเต้นของหัวใจสำหรับเด็กยังทำงานได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เกิดการแจ้งเตือนความผิดปกติที่ผิดพลาด (False Positive) อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเกิดความวิตกกังวลเกินจริงและต้องไปพบแพทย์โดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน เซยง ปิงฉี (Xiong Bingqi) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ยังแสดงความกังวลถึงปรากฏการณ์ ‘กล่องดำทางสังคม’ (Social Black Box) ที่สมาร์ตวอตช์สร้างพื้นที่ดิจิทัลส่วนตัวให้เด็กๆ รอดพ้นจากสายตาผู้ปกครอง แต่กลับเปิดรับคนแปลกหน้าได้ง่าย ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น สมาร์ตวอตช์เหล่านี้จะเป็นเพียงทางผ่านไปสู่การใช้สมาร์ตโฟนเต็มรูปแบบ
การพึ่งพาอุปกรณ์เพื่อการเข้าสังคมในวัยเด็กจึงอาจส่งผลต่อระบบค่านิยมในระยะยาว เพราะเมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับโลกที่แท้จริงหรือเข้าสู่สังคมมัธยมศึกษา ความกดดันจากการเปรียบเทียบนาฬิกาจะหายไป แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความซับซ้อนของโลกอินเทอร์เน็ตที่กว้างใหญ่ขึ้น
สมาร์ตวอตช์เด็กจึงเป็นเหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งคือเครื่องมือที่สร้างความปลอดภัยและเชื่อมต่อสายใยครอบครัว แต่รอยต่อระหว่างความปลอดภัยและการควบคุมกลับเป็นเส้นบางๆ ที่พร้อมจะสร้างปัญหาใหม่ๆ เสมอ ทั้งแรงกดดันทางสังคม การเปรียบเทียบ การเสพติดหน้าจอ และความกังวลด้านสุขภาพ
การรับมือกับอุปกรณ์เหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่คือการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ผลิตที่ต้องปรับปรุงมาตรฐาน ครูและผู้ปกครองที่ต้องสอนให้เด็กรู้จักวินัย สร้างทักษะการเข้าสังคมในโลกความจริง และรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นพร้อมกับภูมิคุ้มกันในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง
อ้างอิงข้อมูล : Asia News, The World of Chinese และ PMC