เมื่อ ‘Gen Z’ เริ่มเทที่ทำงานแบบ ‘Ghosting’ ตั้งแต่วันเริ่มงาน

เมื่อ ‘Gen Z’ เริ่มเทที่ทำงานแบบ ‘Ghosting’ ตั้งแต่วันเริ่มงาน

พฤติกรรมการ ‘เท’ หรือ ‘Ghosting’ ของ Gen Z ไม่ได้มีแค่บนแอปหาคู่อีกต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มลามไปถึงการทำงานในองค์กรแล้ว

SHORT CUT

  • วิกฤต Gen Z เทงาน พฤติกรรม 'Ghosting' ลามสู่โลกการทำงาน (เช่น ไม่เซ็นสัญญา, เบี้ยวงานวันแรก) สร้างภาระและเพิ่มต้นทุนการจ้างงานให้องค์กรอย่างหนัก
  • ไม่ใช่แค่ความไม่เป็นมืออาชีพ แต่เกิดจากความเครียดเรื่องเศรษฐกิจ และการชินกับการสื่อสารผ่านจอ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเพื่อปฏิเสธตรงๆ
  • อย่างไรก็ตาม องค์กรเองก็เคย 'เท' ผู้สมัครมาก่อน (เช่น ตอบช้า, เปิดรับสมัครหลอก) ทางออกจึงไม่ใช่การแบนคนรุ่นใหม่ แต่ต้องปรับปรุงการสื่อสารให้โปร่งใสและจริงใจทั้งสองฝ่าย

พฤติกรรมการ ‘เท’ หรือ ‘Ghosting’ ของ Gen Z ไม่ได้มีแค่บนแอปหาคู่อีกต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มลามไปถึงการทำงานในองค์กรแล้ว

พฤติกรรม 'เท' หรือการเงียบหายไปเฉยๆ ที่เรียกกันว่า 'Ghosting' ที่ปกติแล้วอาจเคยพบเห็นได้บ่อยในแอปหาคู่ ตอนนี้ได้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังระบาดในโลกของการทำงานไปแล้วเรียบร้อย เมื่อพนักงานรุ่น 'Gen Z' เริ่มนำพฤติกรรมนี้มาใช้กับผู้ว่าจ้าง

ตั้งแต่การเงียบหายหลังได้รับข้อเสนอ ยอมรับงานแต่ไม่ยอมเซ็นเอกสาร ไปจนถึงการเทไม่มาทำงานในวันแรก หรือที่นักวิจัยเรียกว่า 'Career Catfishing'

แม้นายจ้างหลายคนจะมองว่านี่เป็นเรื่องของการขาดความเป็นมืออาชีพ แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากนิสัยส่วนตัวของ Gen Z เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการสื่อสารยุคดิจิทัล และพฤติกรรมสะท้อนกลับจากฝั่งผู้ว่าจ้างเอง

เมื่อ ‘Gen Z’ เริ่มเทที่ทำงานแบบ ‘Ghosting’ ตั้งแต่วันเริ่มงาน

 

สถิติที่น่าตกใจ ในมุมวิกฤตการณ์สรรหาคนในโลกองค์กร

สถิติจากผลการสำรวจของ Resume.org กับผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากรมากกว่า 1,100 คน พบว่า

  • 54% ของผู้จัดการยืนยันว่าเคยถูก Gen Z เท หลังจากยื่นข้อเสนอรับเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ
  • และอีก 27% ตอบรับข้อเสนอแล้ว แต่เงียบหายและไม่ยอมเซ็นเอกสาร แต่ก็ยังมีอีก 26% ที่ทำเอกสารครบถ้วน แต่กลับไม่ปรากฏตัวในวันทำงานวันแรก
  • ไม่ใช่แค่ไม่มาทำงานวันแรกเท่านั้น แต่ 29% มาทำงานได้แค่ไม่กี่วัน แล้วก็เงียบหายไปเฉยๆ
  • ส่วน 41% ของผู้สมัครงาน Gen Z ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเคยเทผู้ว่าจ้างจริง

ปรากฏการณ์นี้สร้างความปวดหัวและเพิ่มต้นทุนให้องค์กรอย่างมหาศาล ผู้จัดการถึง 66% ระบุว่าพฤติกรรมนี้ทำให้การคัดเลือกคนยากขึ้นและแพงขึ้น และที่น่าตกใจคือ มีนายจ้างถึง 1 ใน 10 ประกาศปฏิเสธที่จะรับคน Gen Z เข้าทำงาน

เมื่อ ‘Gen Z’ เริ่มเทที่ทำงานแบบ ‘Ghosting’ ตั้งแต่วันเริ่มงาน

ทำไม Gen Z ถึงเทผู้ว่าจ้าง?

แมรี่ จูเลีย คอช (Mary Julia Koch) บรรณาธิการจาก The Wall Street Journal ได้ให้มุมมองผ่านรายการ Varney & Co. ไว้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความหมดหวัง

โดย Gen Z ในอเมริกาก้าวสู่วัยทำงานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่งสูง ภาวะเงินเฟ้อ และราคาบ้านที่เอื้อมถึงยาก ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่า “ระบบเศรษฐกิจกีดกันพวกเขาออกไป” และรู้สึกหมดหวังกับคำว่า ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream)

นอกจากนี้เรื่องของการที่ Gen Z เติบโตมาในโลกออนไลน์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาเป็นคนรุ่นที่คุ้นเคยกับการปฏิสัมพันธ์ผ่านหน้าจอ การสื่อสารผ่านข้อความทำให้การเทกลายเป็นเรื่องปกติ 

นอกจากนี้การรับมือกับการปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า หรือการสัมภาษณ์งานที่กดดัน จึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัวและสร้างความเครียดให้คนรุ่นนี้มากกว่าคนรุ่นก่อน

อีกหนึ่งประเด็นก็คือตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป เพราะมีอัตราการจ้างงานและการเลิกจ้างต่ำ การเงียบหายไปเลยอาจดูเป็นทางออกที่ง่ายกว่าการต้องเผชิญหน้ากับคำปฏิเสธปฏิสัมพันธ์โดยตรง

แต่องค์กรเองก็เคยเทผู้สมัครมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า Gen Z ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นพฤติกรรมนี้ขึ้นมา แต่พวกเขาเรียนรู้มาจากบริษัทต่างๆ นั่นเอง โดย 75% ของผู้ว่าจ้างยอมรับว่าการเทผู้สมัคร เป็นเรื่องปกติในกระบวนการสรรหาขององค์กรตนเอง

ผู้สมัครต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธด้วยระบบ AI อัตโนมัติ การไม่ได้รับคำตอบกลับหลังสัมภาษณ์ การถูกปล่อยให้รอนานหลายสัปดาห์ หรือแม้แต่การเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะจ้างจริง ที่เรียกกันว่า'Ghost Jobs'

นักจิตวิทยาระบุว่าการเทของ Gen Z เป็นการปกป้องตัวเองทางอารมณ์ จากระบบที่สอนพวกเขาว่า 'การไม่ตอบ คือคำตอบเดียวที่จะได้รับ'

สุดท้ายแล้วแม้ว่าการตอบรับข้อเสนอทำงานแล้วเงียบหายไป หรือมาทำงานแล้วจู่ๆ ก็หายตัวไป ถือเป็น 'พฤติกรรมที่ไม่เป็นมืออาชีพ' อย่างชัดเจน

แต่ว่าถ้าองค์กรสร้างวัฒนธรรมการสรรหาที่ไม่ใส่ใจผู้สมัคร ตอบช้า กำหนดเวลาไม่ชัดเจน หรือเปิดตำแหน่งงานหลอกๆ องค์กรเหล่านั้นก็ไม่ควรที่จะโกรธเมื่อคนรุ่นใหม่นำวิธีการเดียวกันกลับมาใช้เช่นเดียวกัน

หนทางแก้ไขไม่ใช่การสร้างความไม่พอใจระหว่างรุ่น หรือปฏิเสธการจ้างคน Gen Z แต่คือการที่ทั้งสองฝ่ายต้องหันกลับมาปรับปรุงกระบวนการสื่อสาร สร้างความโปร่งใส และฟื้นฟูความไว้วางใจ ให้กลับคืนมาในตลาดแรงงานอีกครั้ง

อ้างอิงข้อมูล : Fox Business และ Forbes

related