“คาเฟ่” ขนมหวานฟีเวอร์  แบรนด์แข่งเดือด! ยึดตลาดเมืองไทย

คาเฟ่ขนมหวานฟีเวอร์ สาวกไทยตบเท้าต่อคิวยาว จับตากระแสแรงเว่อร์ทั้งชีสเค้ก แพนเค้ก นํ้าแข็งเกล็ดหิมะ แบรนด์ดังเปิดศึกชิงพื้นที่ทำเลทองในศูนย์การค้า เร่งพัฒนาเมนู แคมเปญตลาดรับไลฟ์สไตล์

กลายเป็นปีทองของคาเฟ่ขนมหวานไปแล้ว เพราะไม่ว่าแบรนด์ใดจะเข้ามาเปิดให้บริการก็ได้รับกระแสฮิตต่อคิวซื้อยาวเหยียด เหมือนแจกฟรี พร้อมกับการแชร์โพสต์เมื่อได้มาครอบครอง และลิ้มรส วันนี้ความแรงของร้านขนมหวานแบรนด์ดังยังไม่ซา ตรงข้ามกับพาเหรดเข้ามาเปิดให้บริการพร้อมสยายปีกต่อเนื่อง โดยนายวิศรุต ศรีรัตนประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท หวานปาก จำกัด เจ้าของร้านขนมหวานแพนเค้ก คาเฟ่,แพนเค้ก เฮ้าส์ และชูครีม BAKESMITH เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เพื่อรองรับกระแสนิยมร้านขนมหวานในปัจจุบัน ร้านแพนเค้ก คาเฟ่มีแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านและอัพเดทเมนูตลอดเวลา เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ลูกค้า โดยจะเปิดตัวเมนูใหม่อย่างน้อย 1 เมนูในทุก 1-2 เดือน พร้อมกับการจัดแคมเปญโปรโมชันตามฤดูกาล เพื่อกระตุ้นและสร้างสีสันหลังจากที่พบว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่มีผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและอินเตอร์แบรนด์เข้ามาจำนวนมากส่งผลให้มีการแข่งขันสูงขึ้น

“ในช่วงแรกบริษัทวางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้คือกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ แต่ทว่าเมื่อมีการเปิดตัวจริงจังพบว่ากลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการหลักเป็นแม่บ้านที่มีอายุตั้งแต่ 40-50 ปี ดังนั้นทางแบรนด์จึงมีการสร้างกิจกรรมทางการตลาด และโปรโมชันเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย”

ปีนี้บริษัทจะทยอยรีโนเวตสาขาเดิมของร้านแพนเค้ก คาเฟ่ และแพนเค้ก เฮ้าส์ ทั้ง 10 แห่ง เพื่อให้ภาพลักษณ์สดใหม่ ทันสมัยมากขึ้น ภายใต้งบลงทุน 3-4 ล้านบาทต่อสาขา เริ่มต้นจากสาขาสยามพารากอน และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เปิดตัวร้านขนมแบรนด์ใหม่ในชื่อ BAKESMITH ซึ่งเป็นร้านชูครีม ที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาเสริมพอร์ตแบรนด์ในเครือเพิ่มเติมด้วย

“ปีนี้จะยังไม่มีการขยายสาขาเพิ่มเติม แต่จะให้ความสำคัญกับการปรับโฉมร้านรูปแบบเพื่อให้ภาพลักษณ์สดใหม่และทันสมัยมากขึ้น และรองรับการแข่งขันในตลาดขนมหวานที่มีผู้เล่นหลากหลายและมีแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30-40%”

 



 

ด้านนางสาวดลนภา ธรรมวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีบี กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชีสเค้ก “เลอ ทา โอะ” ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า เชื่อว่าปีนี้ร้านขนมหวานในเซ็กเมนต์ชีส ยังมาแรงต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากมีผู้เล่นหลายรายที่เพิ่งจะเข้ามาทำตลาด จึงเริ่มโหมกิจกรรม ขยายสาขา และลงทุนในส่วนต่างๆเพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจร้านขนมหวานในเมืองไทยยังคงขยายตัวตามกระแส โดยจะพบว่ามีทั้งกลุ่มที่มาเร็วไปเร็ว จึงมองว่าจุดสำคัญในการทำตลาดร้านขนมหวานคือจะทำอย่างไรให้แบรนด์สามารถทำตลาดได้ในระยะยาวนั้น และนั่นคือโจทย์หลักของบริษัทในการทำร้านให้ตรงกับความต้องการและสร้างความสนใจให้ผู้บริโภคอยู่เสมอ ทั้งรูปแบบร้าน ผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และแคมเปญโปรโมชัน ตามฤดูกาล

“ผลิตภัณฑ์ขนมจากชีส ไม่ว่าจะเป็นชีสเค้ก ,ชีสทาร์ตจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นการสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น ดังนั้นการเข้ามาของแบรนด์ต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีของผู้บริโภคชาวไทยที่จะได้รู้จักผลิตภัณฑ์ขนมที่ทำมาจากชีสเค้กมากขึ้น ผ่านความเป็นร้านที่มีรูปแบบน่ารักเฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์เป็นตัวดึงดูด”

สำหรับแผนงานการขยายร้านเลอ ทา โอะไปยังรูปแบบของ คาเฟ่จะเปิดให้บริการในศูนย์การค้าสยามพารากอน บนพื้นที่ 70 ตร.ม.ภายใต้งบประมาณ 5-10 ล้านบาท เพื่อเป็นการต่อยอดทางธุรกิจอีกทั้งยังเป็นรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ทิ่ต้องการนั่งรับประทานภายในร้าน โดยบริษัทจะขยายสาขา1-2 แห่งต่อปี ในทำเลที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการจัดแคมเปญโปรโมชันตามฤดูกาลเฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี โดยล่าสุด ได้จัดแคมเปญ เลอ ทา โอะ เลิฟ เซ็ต ในราคา 1,040 บาท ต้อนรับเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพื่อสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังมีแผนขยายไลน์ธุรกิจไปยังกลุ่มเบเกอรี่ในครึ่งปีหลัง เพื่อสร้างความหลากหลายและเป็นไลน์สินค้าจากบริษัทเคซีซีฯ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์เลอ ทา โอะ ภายใต้แบรนด์ “โดเรมอ DOREMO” โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาชื่อแบรนด์เพื่อใช้ในการทำตลาดในประเทศไทย และวางเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการ 3-5 แห่งในปีหน้าด้วยงบลงทุนแห่งละ 3-5 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 50 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากแบรนด์ เลอ ทา โอะ 30 ล้านบาท และแบรนด์ขนมปัง 20 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าขณะที่ภาพรวมตลาดเบเกอรี่และเค้กในไทยมีมูลค่าราว 2.23 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นขนมปัง 1.28 หมื่นล้านบาท เค้ก 5,000 ล้านบาท พายและขนมอบ 4,400 ล้านบาท เติบโตราว 7% มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มต่อจากนี้คาดว่าจะเติบโต 5% ต่อเนื่องจนถึงปี 2563

 


นางนพมาศ ผาณิตพิเชฐวงศ์ กรรมการ บริษัท ไวท์ แคสเซิล จำกัด

 

ขณะที่นางนพมาศ ผาณิตพิเชฐวงศ์ กรรมการ บริษัท ไวท์ แคสเซิล จำกัด ผู้บริหารไลเซ่นร้าน “วิคเก็ต สโนว์” กล่าวว่า ปัจจุบันร้านวิคเก็ต สโนว์ เปิดให้บริการ 2 แห่งได้แก่ โครงการ I’m park ซอยจุฬา 22 และในซอยราชครู ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายทั้งวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มครอบครัวเป็นอย่างดี โดยแผนงานนับจากนี้จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก พร้อมจัดโปรโมชันทุกเดือน และครีเอตเมนูใหม่ทุก 6 เดือน เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือนักเรียน นักศึกษาซึ่งมีสัดส่วนราว 50% กลุ่มคนวัยทำงาน 30% และกลุ่มครอบครัว 20%

“ในช่วงระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาพบว่าตลาดขนมหวานในไทยเติบโตค่อนข้างสูง มีร้านขนมแปลกใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะที่ในเกาหลีเองตลาดนี้ก็มีความคึกคักเช่นกันโดยเฉพาะขนมหวานเกล็ดหิมะ และจากการสำรวจตลาดพบว่าพฤติกรรมการรับประทานขนมหวานของคนไทยและคนเกาหลีมีความใกล้เคียงกัน ทำให้เชื่อมั่นว่าตลาดนี้จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง”

ทั้งนี้แบรนด์ วิคเก็ต สโนว์ และเป็นร้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศเกาหลี ซึ่งถือเป็นคาเฟ่ขนมหวานเกล็ดหิมะชื่อดัง มีขนมยอดฮิตที่เป็น Signature ของร้านคือพิงสุ โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถคืนทุนใน 2-4 ปี ขณะที่ช่องทางการตลาดในช่วงแรกจะเน้นการสื่อสารกับลูกค้าด้วยช่องทางโซเชียล มีเดีย เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสื่อที่ตรงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สุด และเน้นการกระตุ้นให้เกิดการทดลองมาใช้บริการ

“พฤติกรรมการรับประทานขนมหวานของคนไทยถือว่ามีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราไม่สามารถตอบได้ว่าเทรนด์ไหนจะมาแรง เทรนด์ไหนจะหายไป ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ดังนั้นทางแบรนด์จึงมองส่วนนี้เป็นสำคัญคือการขยายสาขาเข้าไปในย่านมีศักยภาพซึ่งต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะในช่วงเวลานั้นๆด้วย”

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,231
วันที่ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2560