กีฬา กีฬาจิปาถะ กีฬาต่างประเทศ ข่าว คอลัมน์

กีฬาจิปาถะ : ยอดแข้งผู้เคยสัมผัส “คิงส์คัพ”

ฟุตบอลคิงส์คัพ ทั้ง 45 ครั้งก่อนหน้านี้ มีบรรดาซูเปอร์สตาร์ลูกหนังเข้าร่วมการแข่งขันอย่างมากมาย ที่สำคัญแต่ละคนถือเป็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้น ซึ่งจะมีใครบ้างนั้น วันนี้ “กีฬาจิปาถะ” รวบรวมมาให้ได้รับทราบกันครับ

กีฬาจิปาถะ..

ยอดแข้งผู้เคยสัมผัส “คิงส์คัพ”

ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 แฟนฟุตบอลชาวไทยจะไม่ได้เห็นฝีเท้าของ มาเร็ค ฮัมซิค และปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง สองซูเปอร์สตาร์ที่ค้าแข้งอยู่ในลีกใหญ่ของยุโรป

แฟนบอลไทยได้เห็นลีลาดุดันของ สเคอร์เทล อย่างแน่นอน

โดยในรายของ ฮัมซิค ขอถอนตัวเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ ในเกมลงรับใช้ นาโปลี สโมสรต้นสังกัด พบกับ เจนัว ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี โดยเกมนั้น ฮัมซิค ลงเล่นไปได้เพียงแค่ 20 นาที ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออก

ส่วน ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้าทีมชาติกาบอง ของ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ขอถอนตัวไปเนื่องจากต้องพบกับข่าวร้ายหลังคุณยายอันเป็นที่รัก เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

เลอมินา กลายเป็นความหวังของ กาบอง เมื่อไม่มี โอบาเมยอง

อย่างไรก็ตามใน คิงส์คัพ 2018 ก็ยังมีบรรดาดาวดังอีกหลายคนที่เดินทางมาโชว์ฝีเท้าให้แฟนฟุตบอลไทยได้รับชมทั้ง มาร์ติน สเคอร์เทล อดีตปราการหลังของ ลิเวอร์พูล, มาริโอ เลอมินา กองกลางจากเซาแธมป์ตัน, มิลาน สคริเนียร์ จาก อินเตอร์ มิลาน รวมถึง อาลี มับคูต และ อุมัร อับดุลเราะห์มาน สองซูเปอร์สตาร์ลูกหนังเอเชียจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แต่จะว่าไปบรรดาซูเปอร์สตาร์ลูกหนังเหล่านี้ ไม่ใช่นักเตะกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับฟุตบอลคิงส์คัพ เพราะก่อนหน้านี้มีสุดยอดนักเตะหลายคนเคยเดินทางมาอวดฝีเท้าในคิงส์คัพมาแล้ว ซึ่งจะมีใครบ้างนั้นวันนี้ ทีมข่าวกีฬาสปริงนิวส์ รวมรวมมาให้ได้รับทราบกันครับ

ไมเคิล-ไบรอัน เลาดรู๊ป (คิงส์คัพ ครั้งที่ 19 ปี 2531)

นี่คือพี่น้องนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดของโลกคู่หนึ่ง โดยการเดินทางมาประเทศไทยในเวลานั้น ไมเคิล ผู้พี่ในวัย 24 ปี กำลังโด่งดังกับ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ยอดทีมแห่งอิตาลี ส่วน ไบรอัน ผู้น้องตอนนั้นอายุเพียงแค่ 19 ปี และยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ทั้งคู่ก็ประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ เดนมาร์ก คว้าแชมป์คิงส์คัพไปครอง โดย ไบรอัน ผู้น้องสามารถทำได้ 1 ประตู ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางสายลูกหนัง และมีส่วนสำคัญในการนำทัพ “โคนม” สร้างเทพนิยายเดนบนแผ่นดินเยอรมัน ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1992 ได้แบบช็อคแฟนบอลทั่วโลก

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล (คิงส์คัพ ครั้งที่ 19 ปี 2531)

เจ้าของฉายา “ยักษ์เดนส์” มาเหยียบแผ่นดินไทยด้วยอายุเพียง 25 ปี โดยตอนนั้นเขายังค้าแข้งอยู่กับ บรอนด์บี้ ทีมดังในบ้านเกิด โดย ชไมเคิ่ล โชว์ฟอร์มการเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ เดนมาร์ก เอาชนะ เอฟซี สวารอฟสกี้ สโมสรจากออสเตรเลียในรอบชิงชนะเลิศ 1-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครอง ก่อนที่ในปี 1991 เขาจะย้ายไปร่วมทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากเกาะอังกฤษ และมีส่วนสำคัญในการนำ “ปีศาจแดง” ครองความยิ่งใหญ่ และคว้าแชมป์มาครองได้อย่างมากมายทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ, แชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ อังกฤษ รวมถึงยังเป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของยุโรปถึง 3 สมัยอีกด้วย

คอสมิน คอนทร้า (คิงส์คัพ ครั้งที่ 28 ปี 2540)

ถึงแม้แฟนฟุตบอลหลายคนจะจำ “ลูกไขว้บันลือโลก” ของ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่ยิงใส่ โรมาเนีย ได้ แต่หลายคนคงไม่รู้ว่าโรมาเนียชุดนั้นมี คอสมิน คอนทร้า อดีตแบ็คขวาระดับตำนานของ “ผีดิบ” ทีมชาติโรมาเนีย ร่วมทีมอยู่ด้วย โดยตอนนั้น คอนทร้า เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 22 ปี และเพิ่งจะเริ่มเล่นฟุตบอลกับ สเตอัว บูคาเรสต์ ทีมในบ้านเกิดเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ โรมาเนีย ชุดนั้นจะทำได้เพียงอันดับ 4 แต่เส้นทางฟุตบอลของ คอนทร้า กลับเจริญรุ่งเรือง เมื่อเขาย้ายไปอยู่กับ อลาเบส ในอีก 2 ปีต่อมา และมีส่วนสำคัญในการนำ อลาเบส คว้ารองแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปี 2001 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เอซี มิลาน และแอตเลติโก มาดริด ในเวลาต่อมา ส่วนในปัจจุบัน คอนทร้า คือ กุนซือทีมชาติโรมาเนีย คนปัจจุบันนั้นเอง

โรนัลดินโญ่-ริวัลโด้-โรแบร์โต้ คาร์ลอส (คิงส์คัพ ครั้งที่ 31 ปี 2543)

เป็นคิงส์คัพ ที่อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อขุนพล “แซมบ้า” ส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงเล่นกับทีมชาติไทยเพียงแค่แมตช์เดียว ส่วนในเกมที่เจอกับ ฟินแลนด์ และ เอสโตเนีย พวกเขาใช้นักเตะเยาวชนทั้งหมด โดยในเกมที่เจอกับ ไทย ขุนพลแซมบ้า โชว์ลีลาได้อย่างยอดเยี่ยมถล่มเอาชนะ ไทย ไปขาดลอย 7-0 โดย ริวัลโด้ กับ เอเมอร์สัน ซัดคนละ 2 ประตู ส่วน โรนัลดินโญ่, โรเก้ จูเนียร์ และ มาริโอ ยาร์เดล ช่วยยิงอีกคนละประตู ก่อนที่ผู้เล่น บราซิล ชุดนี้ส่วนใหญ่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลก 5 สมัย ในอีก 2 ปีต่อมาบนแผ่นดินเอเชีย

อันเดอร์ส สเวนส์สัน (คิงส์คัพ ครั้งที่ 32 กับ ครั้งที่ 42 ปี 2544 กับ ปี 2556)

เจ้าของสถิติลงเล่นมากที่สุดของทีมชาติสวีเดน ถึง 142 นัด เป็นอีกหนึ่งนักเตะในตำนานเฉกเช่นเดียวกับ โยฮัน เอลมานเดอร์, คิม คัลสตอร์ม และ โธมัส ราเวลลี่ ที่เคยมาโชว์ฝีเท้าในฟุตบอลคิงส์คัพ โดยในปีแรก (ปี 2544) สเวนส์สัน โชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดี และสามารถพังประตูในเกมที่เอาชนะ ทีมชาติไทย 4-1 ได้อีกด้วย ก่อนที่ในท้ายที่สุดเขาจะนำพลพรรค “ไวกิ้ง” คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ โดยหลังจากคว้าแชมป์คิงส์คัพได้เพียงแค่ 4 เดือน สเวนส์สัน ก็ตกลงย้ายไปค้าแข้งกับ เซาแธมป์ตัน โดยลงเล่นให้ “นักบุญ” ไป 140 นัด ยิงไป 10 ประตู ก่อนที่จะย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดอีกครั้ง และกลับมาแข่งขันคิงส์คัพ ในปี 2556  พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอีกด้วย

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (คิงส์คัพ ครั้งที่ 40 ปี 2553)

คิงส์คัพ ครั้งที่ 40 ถูกจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดย ณ เวลานั้นเชื่อว่า หลายคนคงยังไม่คุ้นชื่อของ เลวานดอฟสกี้ มากนัก เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 21 ปี และค้าแข้งอยู่กับ เลช พอชนัน ทีมดังในบ้านเกิด โดยในครั้งนั้น เลวานดอฟสกี ซัดไปทั้งหมด 2 ประตูในเกมเอาชนะ สิงคโปร์ 6-1 แต่น่าเสียดายที่สุดท้าย โปแลนด์ ไม่สามารถคว้าแชมป์มาครองได้

อย่างไรก็ตามหลังจากกลับจากประเทศไทย กราฟชีวิตของ เลวานดอฟสกี ก็พุ่งขึ้นสู่ขีดสูงสุดเมื่อเขาย้ายไปอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ เพียงแค่ 5 เดือนหลังจากนั้น ก่อนจะยิงได้แบบถล่มทลายถึง 74 ประตู จนทำให้ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ดึงมาร่วมทีมจนถึงปัจจุบัน