Breaking กีฬา กีฬาต่างประเทศ

แทรกแซง!! รวมเกมลูกหนังที่มีประเด็น “การเมือง” เข้ามาเอี่ยว

ในประวัติศาสตร์เกมลูกหนังโลก มีหลายครั้ง หลายครา ที่มีประเด็นทางการเมือง รวมถึงเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้เมื่อทั้ง 2 ทีม หรือ 2 ชาติ โคจรมาพบกับจึงมีปัญหาความขัดแย้ง บางครั้งลามปามไปถึงขั้นลงไม้ลงมือจนบานปลายเป็นเหตุความวุ่นวาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีด้วยกันหลายเหตุการณ์ แต่ที่ยังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลก็มีอยู่หลายเหตุการณ์เช่นกัน ซึ่งจะมีเหตุการณ์อะไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลยครับ

หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่สุดของ เวิลด์คัพฉบับรัสเซีย ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นการแสดงความดีใจด้วยท่า “อินทรี” ของเหล่าบรรดาขุนพล “แดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ ที่นำมาโดย กรานิต ชาก้า, เชอร์ดาน ชากิรี่ และ สเตฟาน ลิทช์สไตเนอร์ ในเกมที่พวกเขาพบกับ เซอร์เบีย จนทำให้ ฟีฟ่า ต้องลงมาสอบสวน และเตรียมที่จะออกบทลงโทษแบนทั้ง 3 คน

โดยท่าดีใจดังกล่าวแฝงไปด้วย “นัยยะ” ทางการเมือง เพราะอินทรีในที่นี้หมายถึงธงชาติแอลเบเนีย หนึ่งในชาติที่คอยสนับสนุน โคโซโว มาโดยตลอดทั้งก่อน และหลังจากแยกตัวเป็นอิสรภาพจาก เซอร์เบีย

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า โคโซโว มาเกี่ยวอะไรกับเกมฟุตบอลคู่ระหว่าง เซอร์เบีย กับ สวิตเซอร์แลนด์ ???

ที่มันมาเกี่ยวข้องกันได้ก็คือ นักเตะสวิตเซอร์แลนด์หลายคน เกิดและเติบโตในโคโซโว ดังนั้นพวกเขาจึงมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับ เซอร์เบีย มากเท่าใดนัก

โดย กรานิต ชาก้า มีคุณพ่อ-คุณแม่ เป็นคนเชื้อสายโคโซโว-แอลเบเนีย และคุณพ่อของเขาเคยโดนจับกุมและตัดสินจำคุกกว่า 3 ปีครึ่ง ที่กรุงเบลเกรด ในคดีการเมือง ขณะที่ ชากิรี่ เกิดในโคโซโว โดยตรงและเจ้าตัวก็รับรู้เรื่องราวหลายอย่างจากการที่เขาเติบโตมา ส่วน ลิทช์สไตเนอร์ นั้น จากประวัติเขาไม่เคยไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับ เซอร์เบีย หรือ โคโซโว เลย แต่ที่ พี่แก ออกมาแสดงความดีใจ ก็น่าจะมาจากอารมณ์ร่วมกับ ชาก้า กับ ชากิรี่ ที่ยิงประตูได้นั้นเอง

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรื่องของ “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล เพราะก่อนหน้านี้มีหลายครั้งที่ “การเมือง” เข้ามาป่วนทั้งใน และนอกสนาม จนสร้างปัญหาให้กับเกมฟุตบอล

“มุสโสลินี” กับฟุตบอลโลก ปี 1934
เหตุการณ์แรกต้องย้อนไปที่ฟุตบอลโลก ครั้งที่ 2 ปี 1934 ปี เบนิโต้ มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี ใช้อำนาจบารมีผลักดันให้ อิตาลี ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหลายชาติ เริ่มตั้งแต่ “แชมป์เก่า” อุรุกวัย และ อังกฤษ ที่ไม่ส่งทีมเข้าแข่งขัน หรือแม้แต่ บราซิล กับ อาร์เจนติน่า ที่ถึงแม้จะเดินทางมาแข่งขันแต่ก็พร้อมใจกันไม่ส่งนักเตะชุดใหญ่มาทำการแข่งขัน ก่อนที่ในท้ายที่สุด อิตาลี จะเป็นแชมป์โลกสมใจของ “มุสโสลินี” หลังเอาชนะ เชโกสโลวาเกีย ในรอบชิงชนะเลิศ 2-1

โยฮัน ครัฟฟ์ ไม่เล่นบอลโลกปี 1978
เจ้าของฉายา “นักเตะเทวดา” ตัดสินใจไม่ไปร่วมเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ปี 1978 เนื่องจากเจ้าตัวไม่พอใจการปกครองของรัฐบาลอาร์เจนติน่า ที่ทำผิดในเรื่องมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งๆ ที่ “ครัฟฟ์” มีส่วนสำคัญในการนำทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามถึงแม้พลพรรค “ฟลายอิ้งดัตช์แมน” จะไม่มี ครัฟฟ์ พวกเขาก็ได้ ร็อบบี้ เรนเซนบริงค์ นำทีมผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะแพ้ อาร์เจนติน่า ไปแบบน่าเสียดาย 1-3

ยูโร 92 “เดนมาร์ก” มวยแทน “ยูโกสลาเวีย”
เดนมาร์ก เดินทางมาแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 1992 ในฐานะตัวแทนของ ยูโกสลาเวีย เนื่องจากใน ยูโกสลาเวีย เกิดสงครามเนื่องจากมีรัฐต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ในครั้งนั้น “มวยแทน” อย่าง “เดนมาร์ก” จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และสร้าง “เทพนิยายเดนส์” ให้เกิดขึ้นเมื่อเอาชนะ เยอรมัน ในรอบชิงชนะเลิศ 2-0 คว้าแชมป์ไปครองแบบช็อกโลก

“โดรน” ปริศนาในเกมคัดยูโร 2016
เกมฟุตบอลยูโร 2016 รอบคัดเลือก ระหว่าง “เซอร์เบีย” กับ “แอลเบเนีย” ต้องยกเลิกไป หลังจากที่มีมือดีปล่อย “โดรน” พร้อมกับธงของ แอลเบเนีย ที่มีแผนที่ของโคโซโวลงมาในสนาม ก่อนที่ สเตฟาน มิโตรวิช กองหน้าเซอร์เบียจะพยายามไปปลดธงลง แต่นักเตะแอลเบเนีย ที่มีผู้เล่นเชื่อสายโคโซโว อยู่ในทีมถึง 8 คน ไม่พอใจก่อนจะกรูเข้าไปเอาเรื่องทำให้เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย ก่อนที่จะมีแฟนบอลลงมาผสมโรงทำให้เหตุการณ์บานปลายจนคุมสถานการณ์ไม่อยู่ จนฝ่ายจัดการแข่งขันต้องยกเลิกการแข่งขันในที่สุด

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

หลายทีมเกือบจะไม่ได้มา “เวิลด์คัพ 2018”
ก่อนเกมฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มขึ้นมีหลายชาติที่ไม่พอใจ “เจ้าภาพ” รัสเซีย ที่ลอบวางยาพิษ นายเซอร์เก สกรีพัล สายลับชาวรัสเซียที่เคยทำงานให้กับ อังกฤษ และลูกสาว จนเป็นเหตุให้หลายชาติที่เป็นพันธมิตรกับ อังกฤษ เกือบจะตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากเวิลด์คัพฉบับรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย,ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, โปแลนด์ และออสเตรเลีย แต่โชคดีที่สุดท้ายแล้วทั้งหมดตัดสินใจเดินทางมาแข่งขัน แต่บรรดาเหล่าผู้นำของประเทศเหล่านั้นก็ไม่ได้เดินทางมาชมการแข่งขันบนแผ่นดินรัสเซีย แต่อย่างใด