ข่าว ทั่วไทย ประชาสัมพันธ์

สธ.เเจงนโยบาย UCEP ผู้ป่วยฉุกเฉิน 73 ราย เข้าเกณฑ์ 29 ราย

วันนี้ (3 เม.ย. 60) – นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการใน 2 เรื่องคือ การออกอนุบัญญัติ 3 ฉบับ และการรับย้ายผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินหลัง 72 ชั่วโมงหลังผู้ป่วยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน กรณีในสิทธิราชการอื่นๆ ที่ไม่มีโรงพยาบาลต้นสังกัด โดยในภูมิภาคมอบให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทุกจังหวัด ตั้งศูนย์รับส่งกลับผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน ส่วนใน กทม.ได้มอบหมายให้โรงพยาบาลราชวิถีรับผิดชอบย้ายผู้ป่วยสิทธิข้าราชการกลับโรงพยาบาลของรัฐ มีนายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนาและคณะเป็นผู้รับผิดชอบ เบอร์โทร.022062910-12

ทั้งนี้ ใน กทม. มีโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1.ศูนย์รับส่งกลับ โรงพยาบาลราชวิถีกำหนดคิวการรับผู้ป่วยแก่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมเป็นโรงพยาบาลรับย้าย เมื่อ ได้รับแจ้งจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ 2.แจ้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลที่รับส่งกลับประสานข้อมูลเบื้องต้น 3.โรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลที่รับส่งกลับประสานรายละเอียดผู้ป่วยและการส่งกลับ 4.โรงพยาบาลรับส่งกลับรายงานผลการดำเนินการมายังเปิดศูนย์รับส่งกลับโรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

โดยโรงพยาบาลเข้าร่วมเป็นโรงพยาบาลรับย้าย 28 แห่ง กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดโรงพยาบาลเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 คือโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ในกทม.ที่สามารถรับผู้ป่วยได้ทุกสาขา มี 15 แห่งทุกสังกัด ได้แก่ รพ.ราชวิถี  รพ.เลิดสิน  รพ.นพรัตนราชธานี  รพ.ตากสิน  รพ.กลาง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี วชิรพยาบาล รพ.พระมงกุฎฯ รพ.ภูมิพลฯ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า รพ.ทหารผ่านศึก และรพ.ตำรวจ
กลุ่มที่ 2 คือโรงพยาบาลในกทม.ที่รับผู้ป่วยเฉพาะด้านในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 6 แห่ง ได้แก่ รพ.สงฆ์ รพ.เมตตาประชารักษ์ สถาบันเด็กฯ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันโรคทรวงอก
กลุ่มที่ 3 โรงพยาบาลทั่วไปสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตปริมณฑล 7 แห่ง ได้แก่รพ.พระนั่งเกล้า รพ.นครปฐม รพ.สมุทรปราการ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า รพ.สมุทรสาคร รพ.ปทุมธานี และสถาบันบำราศนราดูร

สำหรับแนวทางการรับย้ายมีดังนี้
1.โรงพยาบาลในกลุ่มที่ 1 จะหมุนเวียนรับย้ายผู้ป่วยทีละรายจนครบรอบแล้วจึงขึ้นรอบใหม่
2.หากโรงพยาบาลตามคิวไม่สามารถรับย้ายผู้ป่วยได้จนใกล้ครบ 72 ชั่วโมง หากเป็นผู้ป่วยเฉพาะทางให้ย้ายไปโรงพยาบาลกลุ่มที่ 2 กรณีไม่ใช่ผู้ป่วยเฉพาะทางให้ย้ายไปโรงพยาบาลในกลุ่มที่ 3 โดยให้ไปโรงพยาบาลรัฐในปริมณฑลที่ใกล้ที่สุด โดยโรงพยาบาลที่เข้าร่วมทุกแห่งจะจัดให้มีผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการและจะบริหารจัดการให้พร้อมรับย้ายผู้ป่วยโดยเร็วหลังจากได้รับการประสาน

“ในส่วนข้าราชการสังกัด กลาโหม ตำรวจ มหาวิทยาลัย กทม. และกระทรวงสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลต้นสังกัดรับผิดชอบในการรับย้ายก่อน สำหรับการรับย้ายผู้ป่วยในสิทธิข้าราชการในส่วนภูมิภาค จากโรงพยาบาลเอกชนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลรับย้าย ซึ่งไม่น่าจะมีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนในเขต กทม.” นายแพทย์โสภณกล่าว

S__3588133

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับรายงานจากศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หลังนโยบาย UCEP มีผล 2 วัน (2เมษายน 2560) มีผู้ป่วยฉุกเฉิน แจ้งเข้าระบบ UCEP จำนวน 73 ราย เป็นผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินตามเกณฑ์เพียง 29 ราย โดยเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 16 ราย ประกันสังคม 4 ราย ข้าราชการ 7 ราย และกองทุนอื่นๆ 2 ราย โดยมีประชาชนโทรเพื่อขอรับคำปรึกษา สอบถามทางสายด่วน 02 872 1669 จำนวน 102 ราย เป็นการสอบถามนโยบายในขณะที่ยังไม่ป่วย ไม่มีผู้ป่วยถึง 59 ราย และยังมีโรงพยาบาลเอกชนโทรเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการเข้าระบบ การเบิกจ่าย จำนวน 97 ราย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

นอกจากนี้ ได้มีการประสานเตียงในโรงพยาบาลรัฐเพื่อรับย้ายภายหลัง 72 ชั่วโมง จำนวน 21 ราย โดยเป็นสายด่วน สปสช.1330 จำนวน 16 ราย และศูนย์รับส่งกลับ โรงพยาบาลราชวิถี กระทรวงสาธารณสุข เบอร์ 02-206-2910-12 จำนวน 5 ราย ซึ่งรับย้ายแล้ว 2 รายที่โรงพยาบาลเลิดสินและโรงพยาบาลราชวิถี