Breaking การเมือง ข่าว

“ประยุทธ์” เผยอาเซียนจับมือเดินหน้าทุกด้าน

วันที่ 30 เม.ย.60-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 29 เม.ย.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย และหัวหน้าคสช.กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 30 กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่า มีการหารือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาไปในแนวทางที่ดี จากการหารือร่วมกันระหว่างอาเซียน และอาเซียนกับจีน มีแนวโน้มดีขึ้น


ขณะนี้กำลังเดินหน้าไปสู่การทำแนวทางการจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (coc) ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในกลางปี ระหว่างนี้ต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีไปก่อน เพราะต้องการทำให้เป็นทะเลแห่งความปลอดภัย เป็นทะเลแห่งเสรีในเรื่องการค้าขาย การเดินเรือ และหากิจกรรมทำร่วมกัน เช่นการรักษาสิ่งแวดล้อมในทะเล ซึ่งอาเซียนสนับสนุนแนวทางการแก้ไขด้วยสันติวิธี


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมยังหารือปัญหาเกาหลีเหนือ มติของอาเซียนมีความเห็นร่วมกันว่า ทุกอย่างต้องมีความยับยั้งชั่งใจไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ในอาเซียนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เราคงต้องมีบทบาทในเรื่องทำให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปด้วยสันติวิธี ไม่ให้เกิดความสูญเสีย ได้มีข้อเสนอส่งให้ประเทศมหาอำนาจมาพูดคุยกันเพื่อมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดต่างแยกกันทำจะไม่ประสบผลสำเร็จ โดยอาเซียนต่างคาดหวังให้เรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จ ซึ่งเกาหลีเหนือคงต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีที่มีกับสหประชาชาติ


ส่วนประเด็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย ประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และไทย (IMT-GT) เพื่อหนุนการสร้างความเชื่อมโยงสาธารณูปโภคพื้นฐาน, การสร้างถนน, ท่าเรือ, รถไฟ เน้นระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ที่สอดคล้องกับ “อีอีซี” นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการหารือเรื่องของความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และจะยึดโยงไปยังประชาคมโลกอื่นๆ ทั้งเรื่องกายภาพ สาธารณูปโภคพื้นฐาน และการเดินทางไปมาหาสู่กันทางกายภาพ


เช่นรถไฟ, รถไฟฟ้า, รถไฟความเร็วสูงถนน, ทางเรือ, ท่าเรือ และท่าเรือเฟอร์รี่ ซึ่งไทยโดยกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาตลอด และครั้งนี้ได้ทำแผนงานมานำเสนอ โดยจะเน้นในเรื่องระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก -ตะวันออก ที่สอดประสานกับอีอีซี และระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องเหล่านี้ต้องวางแผนไว้ เพราะจำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณในการดำเนินการ แต่จะทำได้สำเร็จก็ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วย


พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาด้านความเชื่อมโยงโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านการอำนวยความสะดวกการพัฒนาด้านนวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการพัฒนาด้านความเชื่อมโยงโครงข่าย โครงสร้างพื้นฐานนั้น ควรเร่งหารือทางเทคนิคเพื่อก่อสร้างการข้ามสะพานแม่น้ำโกลกแห่งใหม่ที่ตากใบ-เปิงกาลันกุโบร์ และสะพานแห่งที่ 2 ที่รันเตาปันยัง-สุไหงโกลก เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซียด้านตะวันออก”


“โดยมีพื้นที่การพัฒนาตามกรอบแนวคิดเมืองต้นแบบ 3 เหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเชื่อมโยงพื้นที่พัฒนาฝั่งทะเลตะวันออกของมาเลเซีย”


นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ทุกฝ่ายต้องเร่งรัดการอำนวยความสะดวกให้ก้าวหน้าทุกด้าน ทั้งด่านศุลกากร และตรวจคนเข้าเมือง การพัฒนาด้านนวัตกรรม การใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะต้องสนับสนุนการพัฒนาด้านนี้ เพื่อเป็นปัจจัยปรับเปลี่ยนในทุกมิติ และควรต่อยอดศักยภาพด้านการค้า อิเล็กทรอนิกส์ใน 3 ประเทศนี้

โดยเชื่อมโยงโครงข่าย เช่นการค้าเสรีดิจิตอลข้ามแดน สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 3 ประเทศ ได้ร่วมมือที่จะพัฒนาเมืองสีเขียว ซึ่งภาครัฐ, ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นกลไก 3 ประสานที่จะทำเรื่องเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 29 เม.ย.60 พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia – Malaysia – Thailand Growth Triangle: IMT – GT) ณ ห้อง Summit Hall C, PICC กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

           
โดยพล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญดังนี้ว่า นายกฯ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น ประเทศสมาชิก IMT-GT ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาอนุภูมิภาคนี้ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้าง IMT-GT ให้เป็นอนุภูมิภาคที่มีความเชื่อมโยงถึงกันตามแนวระเบียงที่ครอบคลุมทั้งสามพื้นที่อย่างทั่วถึง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและปัจจัยเอื้ออำนวยให้ IMT-GT มีความเจริญเติบโตก้าวหน้า เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มีสันติภาพและความมั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดช่องว่างระหว่างกัน 

 
นายกฯ กล่าวชื่นชมต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนแผนระยะห้าปีที่ผ่านมา (แผนที่ 2 ปี 2555-2559) แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องเร่งรัดดำเนินการให้สำเร็จในช่วงแผนห้าปีระยะต่อไปอีกหลายเรื่อง ซึ่งนายกญ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในระยะยาวจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคต โอกาสนี้ นายกฯ เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมใน 4 เรื่อง ที่มีกำหนดระยะเวลาการขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จที่ชัดเจน ดังนี้ 1.การพัฒนาด้านความเชื่อมโยงโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นายกฯ เสนอให้ดำเนินการเชื่อมโยงตามแนวระเบียงต่าง ๆ ให้มีความครอบคลุมทั่วถึง ทั้งระเบียงเศรษฐกิจระนอง-ภูเก็ต-ปีนัง- อาเจห์ เร่งพัฒนาความเชื่อมโยงทางทะเลจากแผ่นดินใหญ่ไปยังสุมาตรา ทั้งด้านเรือสินค้าและเรือสำราญ เร่งก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโกลกเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซียด้านตะวันออก และโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีรถไฟทางคู่มาเลเซีย-ไทยและทางหลวงสตูล-ปะลิส เชื่อมโยงทางตะวันตก ไปยังปีนังและเชื่อมโยงทางทะเลไปยังสุมาตรา

 
ขณะที่การเชื่อมโยงทางอากาศ นายกฯ แนะทุกประเทศพัฒนาท่าอากาศยานใหม่หรือขยายท่าอากาศยานนานาชาติเดิมให้เพียงพอรองรับประชาคมอาเซียนและการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระดับโลกสู่ IMT-GT ต่อไป ด้านการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าอย่างต่อเนื่องและเป็นเครือข่ายซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นโครงข่ายห่วงโซ่คุณค่าเชื่อมโยงข้ามแดน เช่น ระหว่างเขตเศรษฐกิจสงขลา นราธิวาส ปาเสมัส ชูปิงวัลลี ซาบัง บาตัม บินตัน คาริมุน เป็นต้น ด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และโครงข่ายสารสนเทศและการสื่อสาร ควรเร่งวางยุทธศาสตร์ร่วมเพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาที่มั่นคงในอนาคต

           
พล.ท.วีรชน กล่าวว่า 2.การพัฒนาด้านการอำนวยความสะดวกให้บรรลุความสำเร็จ เพื่อให้การใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชนอย่างแท้จริง โดยเร่งสร้างความตกลงด้านการขนส่งทางบกข้ามแดนและผ่านแดน ที่มีความเท่าเทียมในทุกวิธีการขนส่ง ทั้งทางถนนและราง ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ รถบริการนักท่องเที่ยว  ตนเห็นว่าทุกฝ่ายควรเร่งรัดด้านการอำนวยความสะดวกให้ก้าวหน้าทุกด้าน เพื่อเสนอต่อการประชุมระดับผู้นำครั้งต่อไป โดยหารือระดับทวิภาคีได้ด้วย

           
พล.ท.วีรชนกล่าวว่า 3.การพัฒนาด้านนวัตกรรม และการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเพื่อนำ IMT-GT สู่โลกอนาคต เพื่อเป็นปัจจัยปรับเปลี่ยนในทุกมิติ นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบันโดยใช้นโยบาย Thailand 4.0 จุดกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ เทคโนโลยีไอทีและดิจิทัล รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพรูปแบบใหม่ ๆ นายกฯ เชื่อมั่นว่าทุกประเทศต่างก็เล็งเห็นโอกาสจากการพัฒนาด้านดิจิทัล จึงควรสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดศักยภาพด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ใน IMT-GT โดยเชื่อมโยงโครงข่ายที่มีศักยภาพ เช่น เขตการค้าเสรีดิจิทัลข้ามแดน ฮาลาล อี-คอมเมอร์ส ไอทีเพื่อความมั่นคง และแลกเปลี่ยนการพัฒนาบุคลากรทุกระดับในการใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว บริการ และการแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าระดับสูง

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

           
พล.ท.วีรชน กล่าวว่า 4. ได้แก่ การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาทั้งสามประเทศได้ร่วมมือในการพัฒนาเมืองสีเขียวในเมืองต้นแบบในทั้งสามประเทศ ณ เมืองมะละกา บาตัม เมดาน สงขลา และหาดใหญ่ ประเทศไทยเองได้จัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเมืองสีเขียวจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่นำร่อง ซึ่งไทยหวังที่จะเห็นเมืองสีเขียวเติบโตเชื่อมโยงอย่างกว้างขวางใน IMT-GT เพื่อให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อม มีการประหยัดและทดแทนพลังงานที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดแนวคิดไปสู่เยาวชนรุ่นหลัง โดยมี SDGs  เป็นเป้าหมายสำคัญ