ข่าว ทั่วไทย

‘นพ.มงคล’ ชี้ไทยอาจเกิดจลาจล ถ้าภาคธุรกิจยังกินรวบ ไม่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข

หมอมงคล เชื่อหากภาคธุรกิจยังกินรวบ ไม่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ประเทศไทยจะเกิดจลาจลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ปลุกประชาชนจิตอาสาผนึกกำลังสร้างความยั่งยืนให้ระบบหลักประกันสุขภาพ แนะภาคสุขภาพใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น

ในงาน “รำลึก 11 ปี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” โดยมูลนิธิมิตรภาพบำบัด  มีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 ราย ซึ่งนพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เรียนรู้จิตอาสาจากหมอสงวน” ตอนหนึ่งว่า ผู้ที่ทำงานอยู่ในชนบท ทำงานกับผู้ยากไร้ ทำงานกับผู้เจ็บป่วย เป็นกลุ่มคนที่มีจิตอาสามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเป็นจิตที่มีความรู้สึกอยากให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น อยากให้ความสุขเกิดขึ้นกับคนที่ตัวเองทำงานด้วย และอยากให้ความทุกข์ของคนเหล่านั้นหายไป ที่ผ่านมาพบการล้มละลายจากการรักษาพยาบาลกับประชาชนไม่ต่ำกว่าปีละ 60,00 ครัวเรือนพบการขายบุตรสาวเพื่อรักษาโรคร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูงเช่นล้มละลายจากโรคไตล้มละลายจากโรคมะเร็ง

ประเทศไทยก็มีความพยายามในการแก้ไขมาตั้งแต่อดีต แต่สถานการณ์ก็ยังสืบเนื่องต่อมาจนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนหรือจุดพลิกผันในปี 2543 ที่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก สามารถประสานความร่วมมือกับนักการเมืองได้สำเร็จ จนกระทั่งเกิดเป็น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2545

นพ.มงคล กล่าวอีกว่า กลุ่มบุคคลที่ทำงานเหล่านี้มีจิตที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกลุ่มนักธุรกิจที่คิดแต่มีแล้วไม่รู้จักจบ มีแล้วไม่รู้จักพอ ไม่เคยคิดถึงการแบ่งปัน ทำกำไรโดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมีพื้นที่ทำมาหากินหรือไม่ คนเหล่านั้นใช้เงินของตัวเองเพื่อนักการเมือง เพื่อข้าราชการ เพื่อผู้มีอำนาจ เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองต่อไป ฉะนั้นคนเหล่านี้จะวางจิตเอาไว้ในจุดที่มองแต่ว่าเงินมีเท่าไร ที่ดินเพิ่มขึ้นอีกกี่หมื่นไร่

“เราเห็นชัดเจนว่าตัวเลขของผู้มีอันจะกิน 2% ของคนกลุ่มบนที่สุดของประเทศไทยมีที่ดินเป็นแสนไร่ แค่ 2% ของคนในประเทศไทย ครอบครองทรัพย์สินทั้งหมด 96% คำถามคือแล้วเราจะอยู่กันต่อไปอย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าไม่ปล่อยให้มีการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข สักวันหนึ่งซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เราจะต้องมีจลาจลเกิดขึ้นอย่าแน่นอน” นพ.มงคล กล่าว

นพ.มงคล กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศแม้จะไม่ใช่เมืองพุทธ แต่ก็ยังพบนักธุรกิจหรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีจิตที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีความทุกข์ แต่ในบ้านเรานั้นเห็นมีแต่มูลนิธิปอเต็กตึ๊งเท่านั้น ดังนั้นอยากจะทุกคนที่มีจิตเดียวกันที่อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์นั้น ช่วยกันคิดว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง