ข่าว ม่านการเมือง เลือกตั้ง62

ยุบไทยรักษาชาติ!! 2 ขั้วได้เปรียบ-เสียเปรียบ พอๆกัน

ไม่เกินความคาดหมาย สำหรับพรรคไทยรักษาชาติ หรือทษช. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค หลังจากเมื่อครั้งยื่นคำร้องต่อศาลรธน. กกต.ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าความผิดเข้าข่ายมาตรา 92(2) พ.รป.พรรคการเมือง 2560 กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในบัญชีนายกฯของพรรค และศาลรธน.ก็มีมติเอกฉันท์ให้รับคำร้องไว้พิจารณา

ทั้งชี้ว่ามีหลักฐานเพียงพอวินิจฉัยคดียุบไทยรักษาชาติแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยาน 19 ปากที่ ทษช.เสนอมาอีก

สะท้อนให้เห็นเค้าลางอนาคตของพรรคไทยรักษาชาติได้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าจะเป็นอย่างไร

“เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ได้กระทำโดยรู้สำนึก และสมัครใจอย่างแท้จริง กรรมการบริหารพรรคย่อมรู้ดีว่า  ทูลกระหม่อมเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ และเป็นเชษฐภคินี แม้จะถวายบังคมลาจากฐานันดรศักดิ์ แต่ยังคงดำรงเป็นสมาชิกแห่งพระบรมจักรีวงศ์ การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง  ทั้งยังเป็นการกระทำที่วิญญูชนคนทั่วไปรู้สึกได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องถูกนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล ให้ปรากฏผลเหมือนฝักใฝ่ทางการเมืองและมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง  โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตยฯ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานะที่ต้องอยู่เหนือการเมืองและเป็นกลางทางการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม เป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นกากระทำเป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 จึงมีมติเอกฉันท์สั่งยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง”

เป็นส่วนหนึ่งในคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติของศาลรัฐธรรมนูญ

เท่ากับผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อขาดคุณสมบัติ ไร้พรรคสังกัด ไม่สามารถสมัครส.ส.ครั้งนี้ได้ แต่สามารถย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้ แม้จะมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ แต่ถือเป็นบัตรเสีย ชื่อพรรค ชื่อย่อพรรค รวมทั้งเครื่องหมายของพรรค ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก

ขณะที่กรรมการบริหารพรรค ซึ่งก่อนหน้านี้ มีความเห็นที่หลากหลายต่อการตีความตามกฎหมาย ว่าจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง รวมทั้งสิทธิ์ในการรับสมัครเลือกตั้ง 5 ปี หรือตลอดชีวิต ศาลรธน.ได้วินิจฉัยตัดสิทธิ 10 ปี

ผลพวงจากการถูกตัดสินยุบพรรคของทษช. ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลต่อการวางยุทธศาสตร์ของขั้วพรรคเพื่อไทย ที่หวังจะชนะเลือกตั้งส.ส. และจับมือรวบรวมจำนวนส.ส.จากพรรคต่างๆ โดยเฉพาะพรรคเครือข่ายที่เป็นพันธมิตร อย่างพรรคทษช. และพรรคเพื่อชาติรวมถึงพรรคที่มีจุดยืนทางการเมืองสอดคล้องกันอย่างพรรคเสรีรวมไทยพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาชาติ

คงจำกันได้ เดิมทีผลการว่าจ้างบริษัทต่างประเทศทำการสำรวจคะแนนเสียง พรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตร จะได้ส.ส.ประมาณ 290 คน แม้ครั้งนั้น จะยังไม่มีชื่อ พรรคทษช.รวมอยู่ด้วย แต่พรรคทษช.ก็เข้ามาแทนที่พรรคเพื่อธรรม ซึ่งครั้งนั้น ถูกวางเป็นพรรคคู่ขนานกับพรรคเพื่อไทย ก่อนที่สุดท้ายจะเปลี่ยนไปใช้บริการพรรคทษช. และเน้นคนรุ่นใหม่เข้าไปเป็นผู้บริหารพรรคถอดแบบจากพรรคอนาคตใหม่

การที่พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครส.ส.เขตเพียง 250 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 97 คน เป้าหมายหลักคือการเปิดทางให้กับผู้สมัครจากพรรคไทยรักษาชาติที่ส่งผู้สมัครส.ส.เขตเพียง 175 เขต และบัญชีรายชื่อ 108 คน ไม่ครบจำนวนส.ส.ทั้งหมดหมด 500 คนเช่นกัน เท่ากับพรรคทษช.เว้นพื้นที่เขตจำนวนมากให้กับพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกัน ก็ส่งผู้สมัครเขตส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของเพื่อไทย เพื่อหวังสะสมคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อพรรคทษช.ถูกยุบ ผู้สมัครขาดคุณสมบัติ เท่ากับเขตเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง หวังเว้นให้พรรคทษช. ซึ่งจะมีประมาณ 90-100 เขต จะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงของพรรคการเมืองอื่น รวมทั้งในขั้วที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปโดยปริยาย

แม้จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หันไปสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคที่เป็นพันธมิตรกัน แต่ส่วนใหญ่ชื่อชั้นของผู้สมัครยังเทียบเคียงกันไม่ได้ โดยเฉพาะจากพรรคที่อยู่คนละขั้ว โอกาสลุ้นจะเป็นไปได้ยากกว่าที่หวัง

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตร จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง ในช่วงโค้งสุดท้าย 2 สัปดาห์ที่เหลืออยู่ ด้านหนึ่งต้องเน้นใน 250 เขตที่พรรคส่งผู้สมัครแบบต้องหวังผลเต็มร้อย ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ต้องมีการประสานเจรจาทาบทาม “พรรคทางเลือก”ที่พร้อมสนับสนุนขั้วใดก็ได้ที่ชนะเลือกตั้งหรือหวังรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลอย่างจริงจัง พร้อมเงื่อนไขสำคัญชนิด “ปฏิเสธไม่ลง”

แม้แต่กับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแม้จะยัง “แทงกั๊ก” แต่แง้มๆจุดยืนการร่วมรัฐบาลแล้วว่า นายกฯต้องมาจากส.ส. และแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับ250 ส.ว.สำหรับการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ขั้วการเมืองที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์ในทางบวก เมื่อพรรคทษช.ถูกยุบ ก็ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ได้เปรียบนี้ เพื่อเดินหน้าตามยุทธศาสตร์โค้งสุดท้ายที่วางไว้ เพื่อเก็บเกี่ยวชัยชนะ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลัก หนุนพล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีรอบสอง

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

แต่ขั้วไหนจะทำได้สำเร็จ ยังต้องลุ้นกันอีกเฮือก!