พี่สาวธนาธร ขอหยุดใส่ร้าย "ไทยซัมมิท" ยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ

15 ก.ค. 2564 เวลา 4:18 น.

"ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ" พี่สาวของธนาธร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วอนหยุดใส่ร้ายไทยซัมมิท ยืนยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ ขอประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสาร

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ พี่สาวของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์เฟซบุ๊ก โดยอ้างอิงบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Forbes เมื่อเดือน ก.ค. 2561 ซึ่งครบเป็นเวลา 3 ปีพอดี ที่ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มไทยซัมมิทต้องเผชิญความผันผวนในหลายด้าน ตั้งแต่ภัยน้ำท่วมปี 2554 นโยบายรถคันแรก หรือแม้แต่ช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงทำให้ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มไทยซัมมิทมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม รายได้ยังเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี และเติบโตสูงสุดที่ 7.5 หมื่นล้านบาทในปี 2555 จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ส่งผลให้ยอดผลิตถยนต์ในประเทศสูงถึง 2.4 ล้านคัน และมียอดขายในประเทศถึง 1.4 ล้านคัน แม้หลังจากนั้นยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะไม่เคยแตะ 2 ล้านคันอีกเลย เช่นเดียวกับที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศก็ไม่เคยขึ้นไป 9 แสนคัน จึงตั้งเป้าต่อจาดปีนี้ตั้งเป้าว่าหากมาตรการภาษีรถคันแรกจบ ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะขึ้นไปได้ถึง 8 แสนคัน”

ชนาพรรณกล่าวว่า จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวหากอ่านให้ครบถ้วนกระบวนความ จะเข้าใจความหมายได้ว่า ถ้อยคำได้มุ่งเน้นว่า ยอดการผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2555 สูงมากเนื่องจากมีนโยบายรถคันแรก เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมโดยรวมเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีก่อนหน้า ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ที่โดนน้ำท่วมเป็นโรงงานผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และหลายบริษัทเป็นบริษัทญี่ปุ่น จึงมีการทวงถามจากบริษัทต่างชาติและการทวงถามในเชิงรัฐต่อรัฐถึงการช่วยเหลืออย่างมาก รัฐบาลจึงออกหลักเกณฑ์รถคันแรกขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาว่าเมื่อยอดขายของลูกค้าคือผู้ผลิตรถยนต์มีมากขึ้น ในฐานะของผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ย่อมขายมากไปด้วย

ชนาพรรณย้ำว่า คำสัมภาษณ์ดังกล่าวผ่านมา 3 ปี และเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังมีผู้ที่พยายามนำเรื่องนี้ไปโยงการเมือง ว่ามีการออกนโยบายรถคันแรกเพื่อเอื้อไทยซัมมิท ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้น ไม่มีบุคคลในครอบครัวคนใดข้องเกี่ยวกับทางการเมืองเลย และมีข่าวให้เห็นมากมายว่าผู้ที่เดือดร้อนและกดดันรัฐบาลคือนักลงทุนต่างชาติ

ชนาพรรณอธิบายว่า จากที่มีผู้โจมตีบิดเบือนว่า “งบ 9.1 หมื่นล้านที่รัฐบาลในขณะนั้นออกมาเพื่อช่วยเหลือ ไทยซัมมิทกวาดงบรัฐไป 7.5 หมื่นล้าน” ความเป็นจริงก็คือ ตัวเลขดังกล่าวคือยอดขายของไทยซัมมิททั้งหมดในปีนั้น แต่บริษัทก็มีฐานยอดขายของตัวเองเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และ ไทยซัมมิทก็ไม่ได้เป็นผู้เรียกร้องวิ่งเต้นใดๆ ในเรื่องนโยบายนี้เลย การขึ้นลงของรายได้เป็นไปตามปกติจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งเรื่องนโยบายรถคันแรก ก็ไม่ได้ส่งผลกับผู้ประกอบการมากเท่ากับผู้ซื้อเอง ที่เป็นประชาชนคนไทยทั่วไป งบประมาณเหล่านี้ยังถูกนำไปช่วยสนับสนุนแก่ประชาชนผู้ถูกน้ำท่วมและประชาชนที่ซื้อรถ เป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้เป็นการสนับสนุนบริษัทใดๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นพิเศษ

ชนาพรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเข้าใจได้ว่าการมีคนในครอบครัวเข้ามายุ่งการเมือง ทำให้ต้องถูกโจมตีบ้างเป็นธรรมดา แต่การบิดเบือนข้อมูลจากคำสัมภาษณ์มาตลอดแบบเดิมๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี ทำให้ตนเองและบริษัทได้รับความเสื่อมเสีย และข้อความนี้ก็ยังถูกนำมาใช้ และใช้อย่างบิดเบือนอยู่ตลอดแม้จนถึงปัจจุบันเมื่อต้องการโจมตีให้บริษัทเข้าไปพัวพันกับการเมือง ดังนั้นตนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงแก่พี่น้องประชาชน เพื่อทำความเข้าใจ และใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสาร และตนอยากขอความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใสตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด