
SHORT CUT
‘บูลลี่’ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ! เด็กไทยกว่า 91.79% เคยถูกกลั่นแกล้ง ไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น กระทบสุขภาพจิต-การเรียน และเสี่ยงนำไปสู่การตอบโต้ด้วยความรุนแรง
สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาการกลั่นแกล้ง หรือ ‘บูลลี่’ ที่มีแนวโน้มรุนแรงและแพร่กระจายมากขึ้น จากเดิมที่พบในโรงเรียนและกลุ่มเพื่อน ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวขยายวงไปสู่โลกออนไลน์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายข้อมูล ภาพ หรือข้อความที่สร้างความอับอายได้อย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม โดยกรมสุขภาพจิต และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ต่างออกมาเตือนถึงผลกระทบที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบาดแผลทางจิตใจของผู้ถูกกระทำ แต่ยังอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตัวเอง รวมถึงการตอบโต้ด้วยความรุนแรงในบางกรณี
ข้อมูลจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปี 2568 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนอายุ 7–25 ปี มากกว่า 41,000 คน พบว่า ร้อยละ 65.54 เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการล้อชื่อพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว ร้อยละ 40.97 รองลงมาคือการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา ร้อยละ 37.95 รวมถึงการประชิดตัวหรือทำร้ายร่างกาย การพูดจาเหยียดหยาม และการกีดกันออกจากสังคม
ขณะที่กรมสุขภาพจิต รายงานว่า รูปแบบการบูลลี่ที่พบมาก ได้แก่ การตบศีรษะหรือทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 62.07 การล้อเลียนพ่อแม่ ร้อยละ 43.57 และการพูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ 41.78 ขณะเดียวกัน ‘ไซเบอร์บูลลี่’ กลายเป็นอีกปัญหาที่น่าจับตา โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวลือ ภาพ หรือข้อความที่ทำให้ผู้ถูกกระทำเกิดความอับอายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะขยายวงได้รวดเร็วและหยุดยั้งได้ยาก
หนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา คือ ผลการศึกษาและสำรวจของกรมสุขภาพจิตที่ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนเด็กที่เคยถูกกลั่นแกล้งสูงถึงร้อยละ 91.79 และถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น ขณะเดียวกันยังพบแนวโน้มว่าเด็กที่ประสบปัญหาการบูลลี่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 6–25 ปี มากกว่าร้อยละ 65 เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง และมากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเองจากผลกระทบของการถูกกระทำซ้ำๆ
เมื่อพิจารณาข้อมูลในระดับภูมิภาค งานวิจัยระหว่างประเทศจากฐานข้อมูล PMC พบว่า ทวีปแอฟริกามีอัตราการบูลลี่เฉลี่ยสูงสุดที่ร้อยละ 47.36 ตามด้วยภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความรุนแรงและความถี่ของการบูลลี่สูง โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงทางร่างกายและวาจา
ผลกระทบจากการบูลลี่ไม่ได้จบลงเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไป แต่สามารถกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนในระยะยาว ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า ร้อยละ 42.86 มีความคิดที่จะโต้ตอบหรือเอาคืนด้วยความรุนแรง ร้อยละ 26.33 มีความเครียดเรื้อรัง ร้อยละ 18.2 ขาดสมาธิในการเรียน ร้อยละ 15.73 ไม่อยากไปโรงเรียน ร้อยละ 15.6 เก็บตัว และร้อยละ 13.4 เข้าสู่ภาวะซึมเศร้า
ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งกับพฤติกรรมตอบโต้ของเด็กและเยาวชน โดยพบเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายกว่า 3,600 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความอัดอั้นจากการถูกกระทำซ้ำๆ อาจกลายเป็นแรงผลักให้บางคนเลือกตอบโต้ด้วยความรุนแรง
ข้อมูลจากแหล่งศึกษาระหว่างประเทศและงานวิจัยทางวิชาการยังระบุด้วยว่า ผลกระทบจากการบูลลี่ในวัยเด็กสามารถติดตามไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งในด้านภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ปัญหาด้านการศึกษา และความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย ขณะที่มีข้อมูลระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาประมาณร้อยละ 60 มีประวัติการถูกบูลลี่เป็นสาเหตุร่วม
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการบูลลี่สูงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยถูกระบุว่าอยู่ในอันดับ 2 จากข้อมูลการสำรวจของกรมสุขภาพจิต ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในแถบแอฟริกา เช่น แซมเบีย ซิมบับเว และกานา พบอัตราการเผชิญเหตุการณ์บูลลี่สูงถึงร้อยละ 50–60 ขึ้นไป โดยส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงทางร่างกาย
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียน เช่น นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีแนวทางรับมือกับปัญหาการบูลลี่อย่างเป็นระบบ ทั้งการวางมาตรการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการแทรกแซงปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ส่งผลให้อัตราการบูลลี่อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 10–20
สำหรับแนวทางรับมือกับปัญหา ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัว โรงเรียน และภาครัฐ โดยในระดับครอบครัวควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยและความไว้วางใจ ให้เด็กกล้าเล่าถึงสิ่งที่เผชิญ พร้อมสังเกตสัญญาณเตือนและส่งเสริมทักษะการจัดการอารมณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรง
ส่วนในระดับโรงเรียน ควรมีกฎระเบียบและมาตรการจัดการปัญหาที่ชัดเจน มีช่องทางแจ้งเหตุที่ปลอดภัย รวมถึงมีบุคลากรให้คำปรึกษาและนักจิตวิทยา พร้อมสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความแตกต่างและไม่ปล่อยให้การกลั่นแกล้งกลายเป็นเรื่องปกติ
ขณะที่ระดับนโยบายและกฎหมาย มีข้อเสนอให้ผลักดันมาตรการหรือกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองเด็กจากการบูลลี่ทั้งในสถานศึกษา นอกสถานศึกษา และบนโลกออนไลน์ ควบคู่กับการช่วยเหลือและเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างทันท่วงที รวมถึงการพัฒนาช่องทางขอความช่วยเหลือที่เด็กเข้าถึงได้ง่ายและรู้สึกปลอดภัย เช่น โครงการ SoSafe และแอปพลิเคชันสำหรับรับแจ้งเหตุและให้ความช่วยเหลือ
ปัญหา ‘บูลลี่’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการล้อเล่นหรือความขัดแย้งระหว่างเด็กอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสังคมที่มีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิต การเรียน ความสัมพันธ์ และพฤติกรรมในระยะยาว การหยุดวงจรดังกล่าวจึงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การรับฟัง ไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ และสร้างระบบที่ทำให้เด็กทุกคนสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย