Spring News

"หมอธีระ" แนะล็อกดาวน์ทั้งประเทศ 1 เดือน ปูพรมตรวจอย่างครอบคลุม-ต่อเนื่อง

29 ก.ค. 2564 เวลา 7:15 น.

"หมอธีระ" ชี้การสร้างระบบกลไกการทำงานด้านนโยบายและมาตรการต่างๆ ทางสาธารณสุขนั้น จำเป็นต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน โปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า

 สถานการณ์ของไทยเรา จำนวนติดเชื้อจริงนั้นไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ คือมีมากกว่าจำนวนที่รายงานทางการในแต่ละวัน เนื่องจากไม่ได้รวมจำนวนคนที่ตรวจด้วย Rapid antigen test kit (ATK) แล้วได้ผลบวก โดยยังไม่ได้ตรวจ RT-PCR

 ยิ่งหากมีการใช้วิธีตรวจ ATK มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังไม่นำมารายงานให้ประชาชนได้ทราบในแต่ละวัน ก็จะเห็นตัวเลขเคสรายใหม่ดูลดลงหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าสถานการณ์จริง และจะมีผลกระทบต่อความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทำให้ส่งผลต่อมาตรการป้องกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับบุคคลได้

 สิ่งที่ ศบค."ต้องทำ"คือ การรายงานจำนวนการตรวจ RT-PCR และ ATK ในแต่ละวันอย่างชัดเจน ว่าตรวจไปเท่าใด ที่ใดบ้าง และได้ผลเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ตัดสินใจวางแผนดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้อง

 การรายงานสำหรับคนที่ตรวจ RT-PCR ก็สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเคสติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว (confirmed cases)

ส่วนคนที่ตรวจด้วยวิธี Rapid antigen test ก็รายงานว่าเป็นเคสติดเชื้อที่เป็นไปได้สูง (probable cases)

 แต่สิ่งที่ต้องวางแผน และแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์คือ คุณทำอย่างไรที่จะไม่ให้เคสที่ตรวจด้วยวิธี Rapid antigen test แล้วได้ผลบวกทุกคน ให้ได้รับการตรวจ RT-PCR ให้ครบและทำได้ทันที ไม่ปล่อยให้เนิ่นนาน เพราะหากไม่ได้ตรวจ ก็จะทำให้ไม่ถูกรวมในจำนวนเคสติดเชื้อที่ยืนยัน และหากทำโดยมีคิวนาน ความรู้ทางการแพทย์เราย่อมทราบกันดีว่า เวลายิ่งนานไปเท่าใด โอกาสตรวจยืนยันพบเชื้อนั้นก็จะลดลงตามลำดับ ก็ย่อมทำให้จำนวนเคสจริงคลาดเคลื่อนไปในที่สุด

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

• "หมอธีระ" เตือนเตรียมเสบียง-ของจำเป็น 2-4 สัปดาห์ แนะวางแผนการใช้จ่าย

• "หมอธีระ" วอน ศบค.ทบทวนมาตรการ หลังยอดติดเชื้อไทยสูงเป็นอันดับ 11 ของโลก

• "หมอธีระ" ชี้ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลไกนโยบาย-วิชาการ แบบเร่งด่วน

 การสร้างระบบกลไกการทำงานด้านนโยบายและมาตรการต่างๆ ทางสาธารณสุขนั้น จำเป็นต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน โปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง อธิบายได้โดยไม่มีข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบตรวจคัดกรองโรคที่กล่าวมา รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นทั้งหยูกยา ที่ไม่ใช้ไสยศาสตร์ ความเชื่อส่วนตัว แต่ต้องเป็นความรู้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ได้แล้วตามมาตรฐานสากล

ตลอดจนมาตรการควบคุมป้องกันโรค และวัคซีน ทั้งการเลือกชนิด และวิธีการใช้

สัจธรรมจากบทเรียนทั่วโลกชี้ให้เราเห็นว่า "ความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจำนวนการติดเชื้อ จำนวนผู้เสียชีวิต และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมจากการระบาดรุนแรงนั้น ไม่ได้เกิดจากความโชคร้าย แต่ล้วนเกิดจากการจัดการระดับนโยบายและมาตรการต่างๆ ทางด้านสาธารณสุข การควบคุมป้องกันโรค หยูกยา ทรัพยากร และวัคซีน ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตอบสนองต่อการระบาดรุนแรงได้"

หากไม่หลงต่อกิเลส ใช้วิชชาเป็นเข็มทิศ ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และเห็นคุณค่าของชีวิตคน นโยบายและมาตรการต่างๆ ของประเทศก็จะเน้นการป้องกัน ไม่สร้างความเสี่ยง และวางแผนจัดการที่นำไปสู่สวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นหลัก

หลายประเทศโชว์ให้เห็นมาตลอดแล้วว่า ประชาชนปลอดภัย ประเทศก็มีความมั่นคง และมีโอกาสประคับประคองสังคมเศรษฐกิจไปได้อย่างราบรื่น เช่น นิวซีแลนด์ ไต้หวัน หรือแม้แต่หลายประเทศในสแกนดิเนเวีย

 

 แต่หลายประเทศทำไม่ถูกทิศถูกทาง ก็ระบาดกันเละเทะ และยิ่งปล่อยไว้นาน สุดท้ายจะหนีไม่พ้นต้องล็อคดาวน์ทั้งประเทศอย่างยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น

ยังยืนยันว่าสิ่งที่เราควรทำคือ

หนึ่ง การทำ Full national lockdown 4 สัปดาห์พร้อมกับการปูพรมตรวจอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง โดยวางแผนประคับประคอง ช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้พอดำรงชีวิตได้

สอง จำเป็นต้องหยุดนโยบายเพิ่มความเสี่ยงในขณะที่การระบาดในประเทศยังรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเกาะ เปิดท่องเที่ยว เปิดประเทศ

สาม เปลี่ยนนโยบายวัคซีน ยุติการฉีดไขว้ มุ่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ mRNA vaccines มาเป็นวัคซีนหลัก ร่วมกับ Protein subunit vaccine

ในขณะที่รอการจัดหา ควรใช้ Sinopharm สำหรับคนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ควบคู่ไปกับการใช้วัคซีน Pfizer ที่ได้รับบริจาคมาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ส่วน Astrazeneca ใช้สำหรับคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

 สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าให้ตัวเราและครอบครัวต้องไม่ติดเชื้อ

 ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก...

ด้วยรักและห่วงใย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด