Spring News

สรุปประสิทธิผลของ Favipiravir และการฉีดวัคซีนโควิด 19 กับการกระตุ้นภูมิ

20 ส.ค. 2564 เวลา 9:16 น. 116

เผยข้อมูลล่าสุดจากงานแถลงข่าวในประเด็น "ยารักษาโควิด 19 / อัปเดตการฉีดวัคซีนโควิด 19" จากเฟซบุ๊กของกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 20 สิงหาคม 2564 โดยในด้านยานั้น เน้นที่ Favipiravir เพราะมีคำถามจากประชาชนมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของยา

เพื่อตอบประเด็นที่คนไทยสงสัยเกี่ยวกับ Favipiravir ยาต้านไวรัสที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด 19, การฉีดวัคซีนโควิด 19 แต่ละชนิดให้ประชากรชาวไทย รวมถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนโควิดที่มีการปรับสูตรตามสถานการณ์ กระทรวงสาธารณสุข จึงออกมาให้ข้อมูล โดยถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก และมีแพทย์จาก 4 คณะทำงาน มาร่วมให้ข้อมูล ดังนี้

  • ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์
  • นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค
  • นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

สรุปประสิทธิผลของ Favipiravir และการฉีดวัคซีนโควิด 19 กับการกระตุ้นภูมิ

เปิดประเด็นที่ 'กลไกการออกฤทธิ์' ของ Favipiravir

เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสที่ออกฤทธิ์ยังยั้งจำนวน RNA ทำให้กำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในการระบาดระลอกแรกปี 2563 ทั้งยังมีการรักษาด้วยยา Favipiravir ในประเทศต่างๆ เช่น

  • จีนพบว่า ลดการติดเชื้อได้ดีกว่าใช้ยาต้านไวรัสโลพินาเวียร์ (Lopinavir) และยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir)
  • รัสเซียพบว่า Favipiravir กำจัดเชื้อโควิด 19 ได้ดีกว่าการรักษาตามมาตรฐานในวันที่ 5

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจากหลายสถาบันของไทยในการระบาดระลอกแรกปี 2563 จำนวน 424 คน พบว่า หากได้รับยา Favipiravir ภายใน 4 วันตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะลดความรุนแรงได้ร้อยละ 28.8% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลังมีอาการ 4 วัน

อนึ่ง จากการศึกษาผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่ากลุ่มที่มีอาการปอดบวมรุนแรงอาการจะดีขึ้นเฉลี่ยภายใน 14 วัน ส่วนกลุ่มที่ปอดบวมไม่รุนแรงจะดีขึ้นใน 9 วัน

สมศักดิ์ กรมการแพทย์

สรุปข้อมูลจากการทบทวนประสิทธิผลของยา Favipiravir ในการรักษาโควิด โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์

  • ข้อมูลจาก 12 การศึกษาในต่างประเทศ พบว่า Favipiravir มี/ไม่มีประสิทธิผลในการรักษาโควิด
  • ประสิทธิผลของยา Favipiravir ในการรักษาโควิด ที่ได้จากการวิเคราะห์อภิมาน ต้องพิจารณาในหลายประเด็น ได้แก่ ความรุนแรงของผู้ป่วยโควิด, สถานที่ศึกษา อาทิ OPD หรือ IPD ขนาดและปริมาณยา Favipiravir ที่ใช้
  • ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า Favipiravir มีประสิทธิผลในการลดอาการทางคลินิกใน 7 วัน และ 14 วันเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ Favipiravir (สนับสนุนการแนวทางการรักษาที่ควรเริ่มให้ยา Favipiravir ตั้งแต่เริ่มมีอาการ)
  • ในประเด็นที่ยา Favipiravir ให้ประสิทธิผลไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้รับ Favipiravir อาจพิจารณาวิเคราะห์ในรายละเอียดของแต่ละการศึกษา รวมถึงยาที่ใช้เปรียบเทียบกับ Favipiravir

"เราพยายามทำ Big Data เรื่องการใช้ยา Favipiravir ในขณะที่เจอสายพันธุ์เดลตา แม้แต่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ยังเปิดระบบลงทะเบียนรับยาผ่านไลน์ เพื่อให้ยาให้เร็วที่สุด”  

​​​​​​นพ.สมศักดิ์กล่าว จากนั้นบอกถึงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาในวิกฤตโควิดที่ได้ข้อมูลจากหลายภาคส่วน

 

คณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด 19 มีหลายคณะ จึงเกิดหลากความเห็น

เนื่องจากมีหลายคณะทำงาน งานวิจัย บทวิเคราะห์ หรือความเห็นจึงต่างกันไปตามปัจจัยและองค์ประกอบตั้งต้น อย่างไรก็ตาม สรุปได้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญจากส่วนงานหลักเข้ามาร่วมกำกับดูแลการใช้ยา ดังนี้

  • กรมต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข อาทิ กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  • ราชวิทยาลัย และสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมอุรเวชซ์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
  • โรงเรียนแพทย์ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นพ.โสภณ

การระดมฉีดวัคซีนโควิด 19 และผลการฉีดสะสม นำเสนอโดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร

นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 19 ส.ค. 64 ไทยระดมฉีดวัคซีนไปแล้ว 25.8 ล้านโดส สำหรับการนับแยกตามชนิดของวัคซีนและกลุ่มเป้าหมาย ดูได้จากตารางด้านล่างนี้ 

สรุปประสิทธิผลของ Favipiravir และการฉีดวัคซีนโควิด 19 กับการกระตุ้นภูมิ

กลุ่มเป้าหมาย

ภูมิคุ้มกัน SICRES

ต่อด้วยการสรุปผลภูมิคุ้มกันเบื้องต้น 2 โครงการ โดย SICRES

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ จาก ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (SICRES) กล่าวถึงการทำวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 2 โครงการ

  • โครงการที่ 1. การฉีดเข็ม 1 และเข็ม 2 ด้วยวัคซีนต่างชนิดกัน (Heterologous vaccinationstudy) ในผู้ที่แข็งแรงทั่วไป
  • โครงการที่ 2. การฉีดกระตุ้นด้วยเข็มที่ 3 ในผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบสองเข็ม (Booster study) ในบุคลากรทางการแพทย์

อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ โครงการฉีดไขว้ กับ โครงการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยพบว่า 

1. ฉีดไขว้ SV & AZ

  • ได้ภูมิสูงกว่าฉีด SV + SV 3 เท่า
  • ได้ภูมิสูงดีกว่าฉีด AZ + SV 3 เท่า
  • ได้ภูมิสูงว่าฉีด AZ + AZ เล็กน้อย
  • ได้ภูมิต่ำกว่าฉีด PF + PF 1 เท่า

2. ฉีด SV 2 เข็ม มากระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วย AZ

  • ได้ภูมิสูงกว่าการฉีดกระตุ้นด้วย SP 4 เท่า
  • ได้ภูมิสูงกว่าฉีด PF + PF 1.7 เท่า
  • ได้ภูมิใกล้เคียงกับผู้ที่หายป่วยจากการติดเชื้อเดลตาหรืออัลฟ่า

กล่าวโดยสรุป ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะตกลงตามกาลเวลา ทำให้ประสิทธิภาพอาจจะอยู่ไม่นาน และการฉีดวัคซีนสลับหรือฉีดกระตุ้น จำเป็นเมื่อมีเชื้อกลายพันธุ์เดลตา 

ข้อสรุป ประสิทธิผลวัคซีน ปิดท้ายด้วยการสรุปประสิทธิผลการใช้วัคซีนโควิดเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดย นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์

จากการระดมฉีดวัคซีนโควิดและการตรวจภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนต่างชนิด ทั้ง AZ : AstraZeneca / SV : Sinovac / Sinopharm ในภาพรวมพบว่า

  • คนที่ได้รับวัคซีนโควิด SV+AZ จะให้ภูมิคุ้มกันที่ดีพอๆ กับการฉีดวัคชีน AZ+AZ แต่ใช้เวลาสั้นลง
  • การฉีด AZ+SV ให้ภูมิคุ้มกันเทียบเท่าการฉีด SV+SV
  • การฉีดกระตุ้นด้วย AZ หลังได้รับวัคซีน SV จำนวน 2 เข็ม สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมากกับสายพันธุ์เดลตา
  • การฉีดกระตุ้นด้วย Sinopharm หลังได้รับวัคชีน SV+SV ภูมิสูงขึ้น แต่ยังน้อยกว่าการกระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิด (Platform)

ที่มา : การแถลงข่าวผ่านเฟซบุ๊ก วันที่ 20 ส.ค. 64 ในประเด็น : ยารักษาโควิด 19 /อัปเดตการฉีดวัคซีนโควิด 19 / ประสิทธิผลของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย โดย กระทรวงสาธารณสุข 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ