Spring News

"ก้าวไกล" ถล่ม "ประยุทธ์" สร้างอำนาจค้ำจุ้น กีดกันLGBT-เห็นต่างทางการเมือง

02 ก.ย. 2564 เวลา 9:39 น.

"พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์" พรรคก้าวไกล ถล่ม "ประยุทธ์" สร้างฐานอำนาจค้ำจุนตำแหน่ง แฉ! แทรกแซงสัมภาษณ์ นร.เตรียมทหาร กีดกัน LGBTและผู้เห็นต่างทางการเมือง ล็อกสเปกจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ส่วนต่างอีกเพียบ 

2 ก.ย. 64 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ ถามสื่อมวลชนว่า ตัวเองผิดอะไรต่อมาก็มาถามในสภาฯ คนเราทำงานเยอะเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความผิดพลาด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเวลาทำผิดแล้วไม่ยอมรับว่าทำผิดนั้น จะไม่นำมาสู่การแก้ไขและปรับปรุง ล่าสุดยังไลน์ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่า ผมผิดอะไร สรุปแล้วพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ยังจะไว้ใจให้เป็นผู้บริหารและผู้นำประเทศนี้อยู่หรือไม่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไร้ความสามารถในการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่การแค่ระบาดโควิด-19 เริ่มต้นขึ้นพล.อ.ประยุทธ์ ผู้ลุแก่อำนาจและใช้ความมั่นคงนำทุกเรื่อง ออกคำสั่งเพื่อรวบอำนาจจากกระทรวงต่างๆ และตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด-19 หรือ ศบค. ที่มีหน่วยงานใต้กำกับหลายหน่วย ที่สำคัญคือ ศปม. ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้า และมี ศปม. ใต้กำกับอีกหลายหน่วยซ้อนอยู่ มีอัตรากำลังรวม 109,000 อัตรา เป็นจำนวนที่เยอะมาก กำลังคนเหล่านี้ตนไม่มั่นใจว่าจะนำมาใช้ทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ เป็นโอกาสที่จะได้อายุราชการแบบคูณสอง ยิ่งต่อพระราชกำหนดฉุกเฉินไปอีกยาวนานเท่าใด ก็จะเป็นโครงการสบายหลังเกษียณของเหล่าทหาร และที่ผ่านมาก็ใช้วิธีคือ จบศึกแล้วค่อยตบรางวัล นี่คือหนึ่งในพฤติกรรมในการเกื้อหนุนกำลังพลในกองทัพ เพื่อค้ำจุนอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยภาษีของประชาชน​หน้าที่ ศปม. คือการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งนี้ในเอกสารราชการยังระบุหน้าที่ว่า หากสถานการณ์ยกระดับอาจจะต้องจัดกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน และรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ออกประกาศห้ามชุมนุมเสมอ ตนสงสัยว่า กำลังพลเหล่านี้เคยผ่านการอบรมควบคุมการชุมนุมแบบสากลหรือไม่ งบประมาณที่ได้จากงบกลาง ในปี 2563 ศปม. ของบ 259 ล้านบาท และ ปี 2564 ขออีก 206 ล้านบาท ซึ่งเวลาขอตรวจสอบการใช้งบกลาง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกสารลับ 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณปีละ 2 แสนล้านบาท แต่ละปีก็ไม่ได้เบิกจ่ายครบ แต่ทำไมการมาขอค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหา โควิด-19 ไม่กี่ 100 ล้านทำไมจะต้องมาขอเพิ่มอีก ซึ่งหลักใหญ่ที่มาของงบคือค่าตอบแทนกำลังพล ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางมีข้อตกลงว่า ค่าตอบแทนที่ขอเบิก สามารถเบิกได้ในอัตราคนละ 60 บาทต่อชั่วโมง แต่ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน แปลว่าได้เงินไม่เกิน 420 บาททุกวัน แต่เมื่อไปดูเอกสารเบิกเบี้ยเลี้ยงของตำรวจที่ตั้งด่านและจุดตรวจ ปรากฏว่าในวันทำการได้แค่ 200 บาท ส่วนวันหยุดราชการได้ 420 บาท ซึ่งไม่ตรงกับที่ตกลงไว้ แล้วส่วนต่างไปอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่เหล่านี้ จะมีชะตากรรมเหมือนกองทัพไอโอของทหารหรือไม่ จะโดนอมตังค์และค่าตอบแทนอีกหรือไม่ การทำงานของศปม. มีความทับซ้อน ไม่ได้ถูกนำมาทำหน้าที่ควบคุมการแพร่ระบาด โควิด-19 แต่นำมาเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายความมั่นคง สามารถใช้เป็นบัตรเอทีเอ็มนำมากดเบิกจ่ายงบประมาณ สรุปแล้วเราไม่มีทางรู้ว่าศปม. ได้รับงบประมาณไปเท่าไหร่ และทำงานสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใด 

นายพิจารณ์ อภิปรายว่า ส่วนกระทรวงกลาโหม ขอเบิกจ่ายงบกลางในส่วนของรายจ่ายแก้ไขปัญหา โควิด-19 ในปี 2564 ก็ยังพบว่ามีการเบิกงบแบบลับๆ เช่นเดิม เช่น งบสกัดกั้นแนวชายแดน 80 ล้านบาท และงบการทำเตียงสนาม และอุปกรณ์การแพทย์ 100 ล้านบาท ซึ่งในเอกสารก็ไม่ได้ระบุว่าจะทำเตียงสนามกี่เตียง ซึ่งต่อมาได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง 10,000 เตียงแต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีให้เห็น เรื่องที่ต้องทำแต่ไม่ทำหรือทำช้า แต่เรื่องที่ไม่ต้องทำก็ได้เหมือนหาทำ  เช่นมีการใช้เฮลิคอปตอร์ไปขนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ที่ไม่มีความฉุกเฉิน ถือเป็นการพยายามสร้างความนิยมให้แก่กองทัพเท่านั้น งบประมาณเป็นแสนบาท เอาไปทำเตียงสนามหรือ ATK ไม่ดีกว่าหรือ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ความมั่นคงที่นำทุกสิ่ง ซึ่งไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย เป็นเพียงการอุ้มชูกำลังพลให้แก่กองทัพ 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายพิจารณ์ กล่าวถึงกรณีอดีตผู้กำกับกับโจ้ถุงดำ ที่มีการนำคลิปออกมาเปิดเผย ว่าพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่ได้มีการปฏิรูป สตช. เลย ซึ่งบุคคลสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจและทหารเสียก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ส่วนจำนวนผู้สมัครโรงเรียนเตรียมทหารจะมากจะน้อยพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะไม่สนใจ เพราะสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์สนใจ ไม่ใช่การสร้างกองทัพให้ทันสมัยหรือทหารมืออาชีพ แต่กองทัพที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสร้างคือกองทัพที่สยบยอมต่ออำนาจของตัวเองและเครือข่าย ยึดโยงกับขั้วอำนาจและระบบอุปถัมภ์ 

การสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียมทหารมี 3 ขั้นตอนคือ

1.การสอบข้อเขียน

2.การสอบทางกายภาพหรือร่างกาย

3.การสอบสัมภาษณ์

ส่วนที่3 เป็นส่วนที่มีปัญหาคือ ซึ่งอยู่ที่ความคิดและหลักนิยมของหน่วยงาน โดยปกติการสอบสัมภาษณ์ของโรงเรียนเตรียมทหารจะนำนายทหารและนายตำรวจที่มีตำแหน่งประจำอยู่ในโรงเรียนนายร้อยต่างๆ ของแต่ละเหล่ามาสอบสัมภาษณ์ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีการนำนายทหารและนายตำรวจที่ประจำอยู่หน่วยงานอื่นมาเป็นกรรมการ ของทุกเหล่าทัพ โดยคณะกรรมการสอบสัมภาษณ์จะประเมินความจงรักภักดีออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามที่มีจุดประสงค์ที่จะคัดเอาคนที่มีความหลากหลายทางเพศออกไป 

จากนั้นให้พิจารณ์ได้เปิดคลิปเสียงการให้โอวาทของนายพลคนหนึ่งตำแหน่งสูง ว่าจะสอบสัมภาษณ์นักเรียนเตรียมทหารอย่างไร ซึ่งมีใจความสำคัญว่า คิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่มีทหารหรือตำรวจเป็นคนชอบเพศเดียวกัน? รู้สึกอย่างไรที่ต้องทำงานร่วมกับคนที่ชอบเพศเดียวกัน? คิดว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ถ้าอยู่ร่วมหรือทำงานกับคนชอบเพศเดียวกัน และคิดว่าจะต้องเข้ารับการรักษาหรือไม่? เคยนึกภาพตนเองเป็นผู้หญิงหรือไม่? ซึ่งคำถามเหล่านี้ตนอยากถามว่า เรื่องเพศเกี่ยวอะไรกับการเป็นทหาร ซึ่งแน่นอนว่ากำลังจะคัดนักเรียนที่เป็นแอลจีบีทีออกไป ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารต้องถามคำถามเหล่านี้ ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า นโยบายกีดกันแอลจีบีทีเป็นแนวคิดใคร 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคำถามประเมินทัศนคติทางการเมือง เช่น รู้จักม็อบ 3 นิ้วหรือไม่? คิดเห็นอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาล? แล้วคิดอย่างไรกับการปฏิวัติรัฐประหาร? ถ้าวันนั้นเป็นตำรวจไปยืนตรงนั้นและจะถูกม็อบตี จะทำอย่างไร? เหตุผลเดียวที่ถามแบบนี้คือ ต้องการคัดคนที่เห็นด้วยกับคนที่เห็นด้วยกับพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ก็คือไม่ต้องเรียนเตรียมทหาร เป็นการล็อกสเป็คนักเรียนเตรียมทหาร ดับฝันเด็ก ดับฝันเยาวชนที่อยากเป็นทหารตำรวจเพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับพล.อ.ประยุทธ์ จะปล่อยให้อนาคตของกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในมือของทรราชได้คนนี้ไม่ได้ อย่าอ้างว่ารักชาติ มาปกปิดพฤติกรรมแบบนี้

นายพิจารณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังล็อกสเปคยุทโธปกรณ์ โดยกองทัพบกมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ 2 โครงการ คือ โครงการจัดหาเครื่องบินทั่วไป หรือเครื่องบินวีไอพี ที่รับงบประมาณไปตั้งแต่ 2563 เมื่อมีผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่เข้ารับตำแหน่งก็มาเปลี่ยนแปลงโครงการ จากที่ซื้อ เครื่องบินใช้งานทั่วไป Gulfstream G500 ราคา 1,350 ล้านบาท มาเป็น เครื่องบินลำเลียง C-295W ราคา 1,250 ล้านบาท ซึ่งไม่มีการแก้ไขงบประมาณ ทำให้มีส่วนต่าง 100 ล้านบาท ต่อมาคือการจัดหารถรูปขนาด 2.5 ตัน ที่ได้รับการอนุมัติ 2564 แต่ผ่านไปแค่ 1 เดือน นับจากเดิมที่จะซื้อรถบรรทุก 2.5 ตัน จำนวน 169 คัน งบ 921 ล้านบาท ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นโครงการซ่อมบำรุงแทน โดยไปซ่อมบำรุงรถ M35 ขนาด 2.5 ตัน และรถ UNIMOG ขนาด 1.25 ตัน ซึ่งมีอายุ 40 ถึง 50 ปี ซึ่งกองทัพบอกว่าจะซ่อมเอง โดยใช้งบประมาณ 518 ล้านบาท เฉลี่ยค่าซ่อมคันละ 2 ล้านบาท แต่เคยซื้อจากอินเดียคันละ 2.2 ล้านบาท เหตุผลเดียวที่จะเกิดแบบนี้คือต้องมีใครได้ประโยชน์แน่นอน เมื่อไปดูร่าง  TOR ที่มีการกำหนดแบบล็อกสเปคอย่างน่าเกลียด 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ส่วนของกองทัพอากาศมีโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกหัดบินในขั้นต้น T-50 H จำนวน 14 ลำ ใช้งบประมาณปี 2558 ถึงปี 2564 แบ่งการจัดซื้อเป็น 3 ระยะ แต่การซื้อในแต่ละยะ ราคาแพงขึ้นทุกรอบ โดยเฉพาะในปี 2564 ที่เพิ่งซื้อไปเมื่อเดือน สิงหาคมมีราคาแพงขึ้น 23% ทั้งที่ 14 ลำมีสเปคเหมือนกันทุกอย่าง โดยระยะที่หนึ่ง วันที่ 17 กันยายน 2558 ซื้อ 4 ลำ ลำละ 25.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะที่สอง วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 จัดซื้อ 8 ลำ ลำละสอบ 29.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแพงขึ้น 936 ล้านบาท และระยะที่สาม วันที่ 30 สิงหาคม 2564 จัดซื้อ 2 ลำ ลำละ 31.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ แพงขึ้น 379 ล้านบาท รวมจัดซื้อแพงขึ้น 1,315 ล้านบาท โดยเฉพาะการจัดซื้อในระยะที่สอง จำนวน 8 ลำ ได้ลงนามในสมัย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงอยากให้พล.อ.ประวิตรลุกขึ้น มาชี้แจง กรณีนี้มีนายหน้าจัดซื้อ ตัวเครื่องแพงขึ้นด้วยเงินทอน ไม่ใช่กลไกการตลาด 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ประเทศชาติและประชาชนบอบช้ำมามากจากการบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่น่าจะเป็นเรื่องถนัดของพลเอกประยุทธ์ ก็ได้รับความเสียหาย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ บริหารโดยความไร้ความสามารถและให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการปฏิรูปกองทัพและตำรวจ แถมยังเป็นหัวหอกในการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นผู้นำที่ไม่มีคุณธรรมไร้จริยธรรม พยายามแทรกซึมกองทัพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตนจึงไม่สามารถไว้ในให้นายกฯ บริหารประเทศได้อีกต่อไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด