หมอยง ชี้โควิด-19 จะคงอยู่ไปอีกนาน ต้องใช้ภูมิต้านทานหมู่ 60-70% ถึงคุมอยู่

24 พ.ย. 2564 เวลา 2:27 น. 375

"หมอยง" แจงชัด "โควิด-19" โรคนี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป ต้องฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ 60-70% ขึ้นไปการระบาดจึงจะบรรเทาลง ระบุวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

 การควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มผู้ติดเชื้อใหม่มีจำนวนลดลงอยู่ในหลักพัน และยอดผู้เสียชีวิตต่ำกว่าร้อยติดต่อกันหลายสัปดาห์ และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้รักษาหายป่วยกลับบ้านมากกว่ายอดผู้ป่วยติดเชื้อรายวัน ซึ่งสถานการณ์โควิดวันนี้ (24 พ.ย. 64) ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,857 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 55 ราย

 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุว่า

โควิด-19 โรคนี้จะคงอยู่กับเรา 

เดิมเมื่อมีการระบาดใหม่ๆ เรามีความพยายามที่จะกวาดล้าง ให้ได้เหมือนกับโรค SARS ที่ระบาดในปี 2003  แต่แล้วก็ไม่สามารถที่จะกำจัดได้ โรคได้ระบาดไปทั่วโลก pandemic

 ต่อมาได้มีการคิดถึงภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อจะยุติการระบาดของโรคโควิด-19 แนวคิดการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนจึงเป็นทางออก ให้ประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทาน เพื่อปกป้องประชากรส่วนน้อยที่ไม่มีภูมิต้านทาน โดยคาดการณ์ตามอํานาจการกระจายโรค อยู่ที่ 2-3  ก็จะใช้ภูมิต้านทานหมู่ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะยุติบรรเทาลงได้

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเป็นสายพันธุ์เดลต้า การแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการระบาดรอบใหม่เกิดขึ้น

ปัจจุบันเรารู้แล้วว่า วัคซีนป้องกันความรุนแรงของโรคโควิด-19 ลดการป่วยตาย ลดการนอนโรงพยาบาลให้ระบบสาธารณสุขคงอยู่ได้ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้

ความหวังภูมิคุ้มกันหมู่ จึงไม่สามารถที่จะให้โรคสงบลงได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

• "หมอยง" ชี้จุดอ่อน วัคซีนเชื้อเป็นแบบพ่นจมูก เหตุที่ยังไม่ควรนำมาใช้ในไทย

• หมอยง เผย เปิดลงทะเบียน รับอาสาสมัครฉีดวัคซีนเข็ม 3 กลุ่มฉีดซิโนฟาร์ม

• "หมอยง" เผย โควิด-9 วัคซีน กับความจำเป็นที่ต้องมีการกระตุ้นเข็ม 3

 จากบทเรียนของไข้หวัดใหญ่ วัคซีนก็ไม่สามารถที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ สามารถป้องกันกลุ่มเสี่ยงลดการป่วยตาย และการระบาดเป็นฤดูกาล สายพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการเฝ้าระวังสายพันธุ์ คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม นำมาพัฒนาวัคซีนประจำปี ไม่ว่าจะเป็น ซีกโลกเหนือ หรือซีกโลกใต้ องค์การอนามัยโลกจะเป็นคนกำหนด

Covid 19 vaccine เมื่อเริ่มต้นพัฒนา เห็นหนทางสดใสมาก เพราะ มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าร้อยละ 90 ในการลดการป่วยแบบมีอาการ ซึ่งสูงกว่าไข้หวัดใหญ่มาก ไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพเพียง 50% และบางปีอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ

 แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ประสิทธิภาพในการป้องกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนแรกเท่านั้น เมื่อนานขึ้นภูมิต้านทานลดลง ไวรัสเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ก็เห็นได้ชัดว่าการป้องกันโรคลดลง จึงมีความพยายามที่จะให้มีการกระตุ้น ให้ภูมิต้านทานขึ้นสูงและอยู่นาน

ในปัจจุบันทราบแล้วว่าภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นจากวัคซีนส่วนใหญ่ จะเป็นเพียงส่วน ต่อหนามแหลม ของตัวไวรัส และภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน สู้ภูมิต้านทานที่เกิดจากการติดเชื้อไม่ได้ ถ้ามีการติดเชื้อ แล้วกระตุ้นด้วยวัคซีน ประสิทธิภาพในการป้องกันจะสูงกว่าภูมิต้านทานจากวัคซีนอย่างเดียว

 ตรรกะนี้น่าสนใจ ถ้าจำลองให้เกิดการติดเชื้อแบบไม่มีอาการ หรือการใช้วัคซีนให้คล้ายกับการติดเชื้อมากที่สุด แล้วกระตุ้นด้วยวัคซีนที่มีอยู่ ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด ฝรั่งเศสเอง (Valneva) กำลังพัฒนาวัคซีนเชื้อตาย ที่ให้มีประสิทธิภาพสูง โดยการใส่สารช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ถึง 2 ชนิด คือ Alum เช่นเดียวกับวัคซีนของจีน และเพิ่ม CpG เข้าไปอีก 1 ตัว เพื่อจะจำลองให้คล้ายกับการติดเชื้อมากที่สุด ผลการศึกษา ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรป ตั้งความหวังไว้มาก มีการจองวัคซีนของฝรั่งเศสไว้เป็นจำนวนมาก

 จากข้อมูลทั้งหมดแต่เห็นว่า ถ้าต้องการลดการป่วยตาย ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงจะต้องได้รับวัคซีนทั้งหมด จะหวังรอภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้ ประเทศไทยจะต้องฉีดวัคซีนให้มากที่สุด เป้าหมายกระทรวงสาธารณสุข ภายในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ จะต้องฉีดวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดส

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ