เปิดรายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาคดี "ยิ่งลักษณ์ - บุญทรง"

24 ส.ค. 2560 เวลา 11:11 น.

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

คดีทุจริตจำนำข้าว และระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละคดี จำเลยเป็นคนละกลุ่มกัน แต่ทั้ง 2 สำนวนก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน ที่สำคัญมีผู้พิพากษา 5 ใน 9 คน ที่อยู่ในองค์คณะพิจารณาคดีทั้ง 2 สำนวน ติดตามได้จากรายงาน

คดีทุจริต และฮั้วประมูลโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยคนสำคัญ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดชี้ชะตาวันที่ 25 ส.ค.นี้ ซึ่งคดีทุจริตจำนำข้าว ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ไม่ระงับยับยั้งทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว 5 แสนล้านบาท

แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบคดีทุจริตของนายบุญทรง แต่กลับชี้มูลความผิดคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ พร้อมยื่นฟ้องและศาลรับฟ้องเป็นคดีแรกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2558 ตามมาด้วยคดีนายบุญทรง กับพวกรวม 21 ราย ในวันที่ 20 เมษายน ปีเดียวกัน

เปิดรายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาคดี "ยิ่งลักษณ์ - บุญทรง"

ภายหลังรับฟ้องที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ลงมติเลือกผู้พิพากษา ทั้ง 2 คดี มีรายชื่อผู้พิพากษาตั้งแต่ระดับผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานแผนก รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาอาวุโส องค์คณะละ 9 คน ก่อนที่ศาลฎีกาจะประกาศรายชื่อให้คู่ความทราบ

พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 16 ระบุ หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะคัดค้านรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเริ่มการไต่สวนพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นวันแรกที่จำเลยปรากฏตัวต่อศาล การคัดค้านจะกระทำมิได้ หากได้เริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานไปแล้ว

เปิดรายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาคดี "ยิ่งลักษณ์ - บุญทรง"

 

ทั้ง 2 คดี ไม่ปรากฏมีคู่ความยื่นคัดค้านรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะ กระบวนการพิจารณาจึงเริ่มขึ้น ระหว่างการไต่สวนคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ นายวีระพล ได้รับเลือกเป็นประธานศาลฎีกา และนายศิริชัย ย้ายไปนั่งตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ทำให้ทั้ง 2 พ้นจากความเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งที่ประชุมใหญ่จึงมีมติให้นายพิศล พิรุณ และนายโสภณ โรจน์อนนท์ รองประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาแทน

ทั้ง 2 คดี ไม่เพียงมีความเกี่ยวพันในเรื่องนโยบาย แต่ยังมีความเกี่ยวโยงไปถึงตัวบุคคล การพิจารณาทั้ง 2 สำนวน จึงทำให้ผู้พิพากษา 5 ใน 9 ซึ่งมีชื่อร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาคดี ได้เห็นรายละเอียดข้อเท็จจริงในสำนวนแบบทุกคำพูด ทุกตัวอักษร

และด้วยเพราะระบบการไต่สวนกำหนดให้ทำการพิจารณาคดีต่อเนื่องทุกสัปดาห์ มีกำหนดการไต่สวนที่ชัดเจน จึงทำให้การพิจารณาทำได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี แม้คู่ความจะมีพยานเบิกความจำนวนมากก็ตาม ทั้ง 2 คดีศาลใช้เวลาไต่สวน อยู่ราวปีเศษ ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาพร้อมกันในวันที่ 25 สิงหาคม 2560

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด