
SHORT CUT
หอมหรือเหม็น? ‘ดอกตีนเป็ด-พญาสัตบรรณ’ บานรับลมหนาว เปิดข้อมูลวิชาการ ไขข้อสงสัยกลิ่นฉุน พร้อมประโยชน์ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี อากาศหลายพื้นที่เริ่มเย็นลง สิ่งที่มักปรากฏขึ้นพร้อมกับลมหนาว นอกจากบรรยากาศที่หลายคนรอคอยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่คุ้นเคย นั่นคือการผลิบานของดอกตีนเป็ด หรือดอกพญาสัตบรรณ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงทุกปีว่า กลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้หอมหรือเหม็นกันแน่
เพราะขณะที่บางคนมองว่ากลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ชวนให้นึกถึงฤดูหนาว แต่อีกหลายคนกลับรู้สึกว่ากลิ่นฉุนรุนแรงจนเวียนหัวหรือคลื่นไส้ ถึงขั้นมีเสียงเรียกร้องให้ตัดต้นไม้ชนิดนี้ทิ้ง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในการรับรู้กลิ่นอาจมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ วันนี้จึงชวนมาทำความรู้จักต้นตีนเป็ดให้มากขึ้น ผ่านข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา
รู้จักต้นตีนเป็ด ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่พบได้ทั่วไทย
กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตบรรณ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alstonia scholaris (L.) R.Br. อยู่ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงประมาณ 15-35 เมตร ลักษณะเด่นคือใบเรียงเป็นวงรอบข้อประมาณ 4-8 ใบ คล้ายนิ้วมือ ส่วนดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียว ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง และจะส่งกลิ่นค่อนข้างเข้มข้นเมื่อดอกบานเต็มที่
ขณะที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้นตีนเป็ดมีช่วงออกดอกหลักระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และบางพื้นที่อาจออกดอกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม เป็นพรรณไม้ที่พบและปลูกแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย นิยมนำมาปลูกริมถนน สวนสาธารณะ สถานศึกษา และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบได้ตามธรรมชาติในป่าดงดิบต่ำ โดยมีแหล่งกระจายพันธุ์ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ
มากกว่าไม้ให้ร่มเงา ต้นตีนเป็ดมีประโยชน์อะไรบ้าง?
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ต้นตีนเป็ดเป็นไม้ที่มีประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะการให้ร่มเงาจากเรือนยอดที่แผ่กว้าง อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายและมีความทนทาน จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่สาธารณะ
นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละออง ขณะที่เปลือก ใบ และราก มีการนำมาใช้ในตำรับยาพื้นบ้าน ส่วนเนื้อไม้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ กระดาษ และดินสอ อีกทั้งยังเป็นพรรณไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาคร และเป็นไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2530
ไขข้อสงสัย ทำไมบางคนว่าหอม แต่อีกคนกลับบอกเหม็นฉุน?
ประเด็นที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับกลิ่นของดอกตีนเป็ด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ดอกตีนเป็ดประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยมากกว่า 34 ชนิด โดยมีสารลินาลูล (Linalool) เป็นสารสำคัญ ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในดอกไม้และพืชที่มีกลิ่นหอม เช่น มะลิ ลาเวนเดอร์ และส้ม
ส่วนสาเหตุที่แต่ละคนรับรู้กลิ่นแตกต่างกันนั้น เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความเข้มข้นของกลิ่นในแต่ละพื้นที่ ระยะห่างจากต้นไม้ รวมถึงความสามารถในการรับรู้กลิ่นของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันตามพันธุกรรม
โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้ต้นตีนเป็ด หรือพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก กลิ่นจากดอกไม้จะสะสมและมีความเข้มข้นมากขึ้น จนอาจทำให้รู้สึกฉุนได้ ขณะที่ผู้ที่ไวต่อกลิ่นหรือมีอาการภูมิแพ้ อาจเกิดอาการเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้ได้ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้สนับสนุนข่าวลือที่ว่ากลิ่นดอกตีนเป็ดมีสารพิษอันตราย
ท้ายที่สุด ดอกตีนเป็ดจึงเป็นมากกว่าดอกไม้ที่ผลิบานพร้อมลมหนาว เพราะแม้กลิ่นของมันจะสร้างความรู้สึกแตกต่างกันในแต่ละคน แต่ต้นไม้ชนิดนี้ก็มีคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์มายาวนาน
การทำความเข้าใจธรรมชาติของกลิ่น รวมถึงการเลือกจัดการพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการตัดสินต้นไม้ทั้งต้นจากความรู้สึกเรื่องกลิ่นเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งสิ่งที่คนหนึ่งมองว่าเป็นความหอม อีกคนอาจมองว่าเป็นความฉุน แต่คุณค่าของต้นไม้ไม่ได้มีเพียงสิ่งที่จมูกของเราสัมผัสได้เท่านั้น