
SHORT CUT
เจาะลึกมหากาพย์เงินบริจาค 'บุ๋ม ปนัดดา' มูลนิธิองค์กรทำดี หลัง ปอศ. ตรวจพบเส้นทางการเงินสะพัดนับร้อยล้าน พฤติการณ์โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว-คนใกล้ชิด สู่การอายัดทรัพย์และพักงานประธานฯ
โครงการช่วยเหลือสังคมของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ในรูปแบบกลุ่มจิตอาสา โดยใช้บัญชีรับบริจาคในนาม 'องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี' ก่อนจะจดทะเบียนเป็น 'มูลนิธิองค์กรทำดี' อย่างเป็นทางการในปี 2565 เพื่อดำเนินโครงการสร้างศูนย์พักพิงและศูนย์ต้านภัยพิบัติ ย่านคลอง 8 จ.ปทุมธานี อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่ามีการเปิดใช้บัญชีที่เกี่ยวข้องกับรับบริจาคถึง 3 บัญชีหลัก ทั้งบัญชีองค์กรทำดีเดิม บัญชีมูลนิธิฯ และบัญชีสมทบ ซึ่งกลายเป็นปมสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใส
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และ ปอศ. ได้ขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562 พบว่ามีรายการธุรกรรมโอนเงินเข้า-ออกมากถึง 1,800,000 เส้นทาง จากกว่า 900,000 บัญชีผู้บริจาค โดยมียอดเงินบริจาคหมุนเวียนรวมตั้งแต่หลัก 100 ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งประชาชนทั่วไป ดารา และบุคคลมีชื่อเสียงร่วมสมทบทุนจำนวนมาก
ผลการสืบสวนเบื้องต้นของ ปอศ. ระบุว่า พบพฤติการณ์นำเงินบริจาคของมูลนิธิฯ ไปใช้จ่ายภารกิจส่วนตัว โดยมีเส้นทางการเงินโอนจากบัญชีมูลนิธิฯ ไปยังบัญชีส่วนตัวของ บุ๋ม ปนัดดา ก่อนจะโอนต่อให้สามี (ก๊อต อธิป อนันทวรรณ) เป็นจำนวนเงินสูงถึง 200 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบการโอนเงินกระจายไปยังบุคคลใกล้ชิดฝั่งชายอีกหลายครั้ง
หนึ่งในพฤติการณ์สำคัญคือการโอนเงินค่างวดสร้างพูลวิลล่าหรู 8 หลัง ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งผู้รับเหมาเปิดเผยว่ารับโอนเงินจาก 3 บัญชี รวมถึงบัญชี 'องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา' โดยสามีสั่งให้ผู้รับเหมาโอนเงินส่วนเกินกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังพบข้อมูลเชิงลึกเรื่องการโอนเงินมูลนิธิฯ ครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 6 ครั้ง (รวม 12 ล้านบาท) ให้แก่ผู้รับเหมาอีกรายเพื่อเบิกถอนออกมาเป็น 'เงินสด'
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. ได้เข้ายึดและอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 15–17 บัญชี พบว่าเงินคงเหลือในบัญชีจริงเหลือเพียงหลักล้านบาท พร้อมกันนี้ได้ทำการอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ บุ๋ม ปนัดดา สามี บุตร และพ่อแม่ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ได้แก่ บ้านพักหรู 3-4 หลัง, ที่ดินหลายแปลง, รถยนต์ 20–22 คัน, อาวุธปืน 6 กระบอก และกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สิน
ในทางคดี ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน ขณะที่นักกฎหมายชี้ว่า พฤติการณ์อาจเข้าข่าย 'ความผิดฐานยักยอกทรัพย์' มากกว่า เนื่องจากเป็นการนำเงินมูลนิธิฯ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในภายหลัง ซึ่งหากเข้าข่ายยักยอกทรัพย์เป็น 'ปกติธุระ' จะถือเป็นความผิดมูลฐานให้ ปปง. ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินได้ทันที
หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ 'กรรมกรข่าว คุยนอกจอ' หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานกรณีบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิองค์กรทำดีของ 'บุ๋ม ปนัดดา' โดยระบุว่ามีการโอนเงินจากประชาชนไปยังบัญชีมูลนิธิจำนวนประมาณ 1,800,000 ครั้ง ส่วนบัญชีอีกประมาณ 900,000 กว่าบัญชี เนื่องจากมีการโอนซ้ำ ๆ และพบว่ามีบัญชีที่รับโอนเงินทั้งหมด 3 บัญชี โดยอีกบัญชีที่มีการเปิดรับบริจาคนอกเหนือจาก 2 บัญชีที่เป็นประเด็นคือบัญชีสมทบ ซึ่งมีการโอนซ้ำๆ เข้ามา โดยยอดโอนที่น้อยที่สุดคือ 19 บาท
ก่อนหน้านี้มีการโอนเงินประมาณ 1,000,000 ครั้ง และช่วงที่สองอีกประมาณ 1,800,000 ครั้ง รวมแล้วอยู่ที่ประมาณเกือบ 3,000,000 ครั้ง อย่างเช่น “พุทธ อภิวรรณ” มีการโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้ง
ส่วนประเด็นเรื่องที่ดินและพูลวิลล่าที่ภูเก็ตเป็นเพียงปลายภูเขาที่โผล่มาจากน้ำ ขณะที่เรื่องอื่น ๆ อยู่ใต้น้ำและใหญ่กว่ายอดภูเขา พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา ซึ่งหลังจากที่ตำรวจลงลึกไปแล้วพบว่ามีมากกว่านั้นเยอะมาก
ด้าน บุ๋ม ปนัดดา ได้เข้าพบตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับสามีและผู้รับเหมา โดยยอมรับว่าพลาดเพราะ 'ไว้วางใจคนใกล้ชิดมากเกินไป' และพร้อมนำทรัพย์สินส่วนตัวมาเคลียร์ปัญหาเงินมูลนิธิฯ ขณะที่บอร์ดมูลนิธิองค์กรทำดีได้ออกแถลงการณ์ สั่งพักงาน บุ๋ม ปนัดดา จากตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ ชั่วคราว แต่งตั้งรักษาการแทน และประกาศปิดรับบริจาคเงินทุกช่องทาง จนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น
คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทยในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรสาธารณกุศล โดยผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลางเน้นย้ำว่าจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุดกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้น ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดระเบียบและใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับมูลนิธิหรือกลุ่มคนมีชื่อเสียงที่ใช้คราบสายบุญบังหน้าในการฉ้อฉลประชาชน