
SHORT CUT
เปิดขุมทรัพย์เงินบุญไทย!ใหญ่แค่ไหน รู้หรือไม่? คนไทยบริจาคปีละ 1 แสนล้านบาท เผย คนธรรมดาคือผู้ให้รายใหญ่ที่สุด
แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทาย ค่าครองชีพสูง และหลายคนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายของตัวเองมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังสะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทย คือการแบ่งปันและการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญให้วัด สนับสนุนมูลนิธิ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส หรือร่วมสมทบทุนให้กับองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ
เบื้องหลังเงินบริจาคเหล่านี้ เมื่อรวบรวมเป็นภาพใหญ่กลับพบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบการกุศลของไทยสูงถึงปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดกลับไม่ใช่กลุ่มมหาเศรษฐีหรือบริษัทขนาดใหญ่ แต่เป็นประชาชนทั่วไปที่ร่วมกันหยิบยื่นความช่วยเหลือให้สังคม
จากข้อมูลรายงานวิจัยของ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งศึกษาการบริหารจัดการการเงินของวัดในประเทศไทย ประเมินว่า วัดทั่วประเทศมีรายรับจากการบริจาคประมาณ 36,000-54,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 3.6-5.4 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่บางการประเมินซึ่งรวมรายได้จากกิจกรรมพุทธพาณิชย์และพิธีกรรมต่างๆ อาจทำให้เม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับวัดสูงถึง 80,000-120,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ภาพรวมการบริจาคทั้งประเทศ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะศาสนสถาน รายงานของคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย ร่วมกับมูลนิธิกสิกรไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ประเมินว่า ในปี 2024 หรือ พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีมูลค่าการบริจาคประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือราว 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อแยกตามกลุ่มผู้บริจาค พบว่า ประชาชนทั่วไปมีสัดส่วนการบริจาคสูงที่สุดถึง 74% ตามด้วยองค์กรเอกชน 19% ภาครัฐ 5% และกลุ่มบุคคลมั่งคั่งสูงเพียง 2% สะท้อนให้เห็นว่า พลังการให้ของคนไทยส่วนใหญ่มาจากประชาชนธรรมดาที่ร่วมกันบริจาค แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มากในแต่ละครั้ง แต่เมื่อรวมกันกลับกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสัดส่วนการบริจาคจากประชาชนทั่วไปสูงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
อีกหนึ่งช่องทางที่สะท้อนการเติบโตของการบริจาค คือระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นระบบบันทึกข้อมูลการบริจาคทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงขณะนี้ มียอดบริจาคสะสมผ่านระบบที่มีรายงานว่าแตะระดับ 23,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงบทบาทของช่องทางดิจิทัลที่เข้ามาช่วยให้การบริจาคมีความสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบข้อมูลได้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลนิธิและองค์กรการกุศลที่จดทะเบียนมากกว่า 14,000 แห่ง กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนในหลากหลายด้าน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมกิจการพลเมือง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามข้อมูลที่ระบุไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินบริจาคมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี อีกประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญมากขึ้นในปี 2569 คือเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกุศล เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่ประชาชนร่วมกันบริจาคจะถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ และส่งถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
หลายหน่วยงานจึงเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน ทั้งระบบ e-Donation และการจัดทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อป้องกันการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงป้องกันการใช้ช่องทางการกุศลเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน โดยรัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณกว่า 60 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและบัญชีกลางสำหรับศาสนสถานและองค์กรการกุศลด้วย
ตัวเลขเงินบริจาคปีละ 1 แสนล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของเม็ดเงินในระบบการกุศลเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของคนธรรมดาที่ร่วมกันสร้างประโยชน์ให้สังคม เพราะหัวใจสำคัญของการให้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครบริจาคมากที่สุด แต่อยู่ที่การร่วมแบ่งปันตามกำลังของตัวเอง
ขณะเดียวกัน เมื่อเงินบริจาคมีมูลค่ามหาศาล ความไว้วางใจของผู้ให้ก็เป็นสิ่งที่องค์กรการกุศลต้องรักษาให้ได้เช่นกัน เพราะเงินทุกบาทที่ประชาชนมอบให้ ไม่ได้มีเพียงมูลค่าทางการเงิน แต่ยังมีความหวังและความตั้งใจที่จะเห็นสังคมดีขึ้นอยู่เบื้องหลังด้วย