Breaking ข่าว

ตามคาด! “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบปี

วันนี้ (15 ธ.ค.59) ธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Federal Reserve) หรือ เฟด ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามความคาดหมาย ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับขึ้นไปอยู่ที่ 0.50-0.75% แล้ว แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีการพัฒนาไปในทางบวกอย่างแข็งแกร่ง

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ หมายความว่าจะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืม ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินฝากก็จะปรับขึ้นด้วยเช่นกัน

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 2 ภายในรอบ 10 ปีของเฟดเลยทีเดียว โดยครั้งก่อนหน้ามีขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค. 2015 โดยนางเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯได้ฟื้นตัวขึ้นมาตั้งแต่กลางปี โดยเฟดคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นไปได้อย่างเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ไปในทางเดียวกันให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในหนนี้

ด้านนายวินเซนต์ เรนฮาร์ต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก"แสตนดิช" บริษัทเพื่อการลงทุนในบอสตันให้ความเห็นว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ควรจะได้รับการมองว่าเป็นข่าวดี เพราะเฟดเล็งเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง

โดยในแถลงการณ์ของเฟดนั้น ยังได้ส่งสัญญาณถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วขึ้นในปี 2560 ด้วย โดยเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่มองว่า น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คิดว่าปีหน้าจะมีการปรับขึ้นเพียง 2 ครั้ง

นอกจากนั้นประเด็นสำคัญที่นางเยลเลน ได้ส่งสัญญาณออกมาคือ "เฟดจะเริ่มลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลง และจะโอนถ่ายหน้าที่นี้ไปยังสภาคองเกรสสหรัฐฯภายใต้รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย" พร้อมกันนี้เฟดยังได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% ด้วย และปีหน้าจะขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% ซึ่งถือว่าดีกว่าแนวโน้มเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกันยายนด้วย

ขณะเดียวกัน นางเยลเลนแถลงด้วยว่า สำหรับกฎระเบียบทางด้านการเงินที่บังคับใช้อยู่นั้น ควรจะมีการบังคับใช้ออกไป เนื่องจากมาตรการเหล่านั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินซ้ำร้อยเหมือนเมื่อครั้งวิกฤตแฮมเบอร์กเกอร์ เมื่อปี 2008

ซึ่งท่าทีของนางเยลเลนนั้นถือว่า สวนทางกับท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ที่เตรียมจะยกเลิกกฎระเบียนบางประการเพื่อให้ภาคธนาคารกลับมาทำกำไรได้ดีขึ้นกว่าเดิม

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

นางเยลเลน ได้กล่าวย้ำต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า “เราจะต้องไม่ถอยหลังกลับไปอีก”  เช่น กฎหมายการเงินที่เรียกว่า “ดอดจ์-แฟรงก์”  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2010 โดยจะห้ามทำการซื้อขายอนุพันธ์นอกตลาด เเละจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เนื่องจากก่อนหน้านั้น การซื้อขายอนุพันธ์นอกตลาดถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ  เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง มีการคาดการณ์กันว่านายทรัมป์อาจจะยกเลิกกฏระเบียบข้อบังคับนี้