ฟังไม่ออก แต่ทำนองสนุกดี ทำไมเราชอบฟังจังหวะมากกว่าความหมาย

ฟังไม่ออก แต่ทำนองสนุกดี ทำไมเราชอบฟังจังหวะมากกว่าความหมาย

เคยไหม? โยกหัวให้เพลงโปรดแต่เพิ่งรู้ว่าเนื้อหาโคตรเศร้า ทำไมเราถึงตอบสนองจากทำนองได้เร็วกว่าความหมาย? ไขคำตอบผ่านกลไกการทำงานของสมองและปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางเนื้อร้อง

เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า เวลาที่เรากดฟังเพลงโปรดสักเพลง หรือเลือกเพลงมาประกอบคลิปวิดีโอ สิ่งที่ดึงดูดใจเราจริงๆ คือ ‘ความหมายของเนื้อร้อง’ หรือ ‘ท่วงทำนอง’ ที่โดนใจกันแน่?

บ่อยครั้งที่เราเผลอฮัมเพลงสนุกๆ โยกหัวไปตามจังหวะ หรือนำเพลงเหล่านั้นมาใช้ในโอกาสสำคัญ โดยที่อาจไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้ท่วงทำนองที่แสนจะร่าเริงสดใสนั้น ศิลปินกำลังพยายามบอกเล่าเรื่องราวอะไรอยู่ ปรากฏการณ์ที่ ‘ทำนอง’ ทรงพลังกว่า ‘คำพูด’ นี้ ได้สร้างเหตุการณ์ที่ทั้งน่าประทับใจและชวนอมยิ้มมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่เว้นแม้แต่บนเวทีการทูตระดับโลก

คำถามเรื่องความทรงพลังของทำนองดนตรี กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อเพจทางการของ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้เผยแพร่วิดีโอประมวลภาพพิธีรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังเลอลิเซ กรุงปารีส แม้พิธีการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและสง่างาม ทว่าสิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาจากชาวเน็ต คือการที่ผู้นำฝรั่งเศสเลือกใช้ทำนองเพลงป๊อปสุดสดใสอย่าง ‘Koisuru Fortune Cookie’ (คุกกี้เสี่ยงทาย) ของวง AKB48 มาเป็นดนตรีประกอบ

เหตุการณ์ทางดนตรีแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก็เคยเกิดขึ้นกับผู้นำระดับโลกอย่าง ‘อันวาร์ อิบราฮิม’  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้โพสต์คลิปประกอบเพลงไทยผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพขณะเยือนประเทศไทยเพื่อพบกับอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ฃ ซึ่งเพลงประกอบคลิปนั้นทำให้เกิดการพูดถึงในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นเพลง ‘อมพระมาพูด’ ที่ฃร้องโดย เสก โลโซ และ เบิร์ด ธงไชย ศิลปินชื่อดังชาวไทย ถึงแม้ทำนองจะฟังดูสนุกสนานชวนโยกหัว แต่หากแปลความหมายตามเนื้อร้องของเพลง ก็คือเพลงที่เกี่ยวกับการจับโกหกคนรักที่ต่อให้อมพระมาสาบานก็ไม่เชื่อ ซึ่งเนื้อหาก็ขัดแย้งกับเนื้อหาทางการทูต ถึงแม้ภายหลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมากและเกิดกระแสวิจารณ์ ทางเพจของนายอันวาร์ได้ลบคลิปนั้นออกไป และได้โพสต์คลิปใหม่โดยเปลี่ยนไปใช้เพลง ‘ยามเย็น’ แทน

นอกจากเหตุการณ์ที่เคยขึ้นกับผู้นำระดับโลก นอกจากเหตุการณ์ของเหล่าผู้นำระดับโลกแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยตกหลุมพรางของทำนองดนตรีในการเลือกเพลงมาลง Instagram Story หรือเต้นลง TikTok เช่นกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเพลง Love Scenario ของบอยแบนด์เกาหลี iKON ที่มีทำนองน่ารัก จังหวะชวนติดหู พร้อมท่าเต้นที่เป็นไวรัล จนทำให้คู่รักหลายคู่นิยมนำมาเป็นเพลงประกอบคอนเทนต์หวานๆ โชว์ความคลั่งรัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือเพลงที่เปรียบเทียบความรักที่เลิกรากันไป และยอมรับความจริงว่าการปล่อยมือคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนสองคน เหมือนกับฉากจบในละคร

หรืออีกหนึ่งปรากฏการณ์ในช่วงต้นปีอย่างเพลง Good GoodBye ของศิลปินสาว Hwasa ที่กลายเป็นชาเลนจ์ให้คู่รักมาเต้นคู่กันอย่างสนุกสนาน แต่เนื้อหาของเพลงกลับพูดถึงการบอกลาแบบ "ฉันยอมเจ็บเอง เพื่อให้อีกฝ่ายเดินจากไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิด" และเป็นการยอมรับว่าความสัมพันธ์นี้มันจบลงแล้วจริงๆ

หากจะมองภาพให้ชัดเจนที่สุด ปรากฏการณ์นี้ก็คงเปรียบเสมือน ‘แฟนคลับเคป๊อป’ (หรือผู้ฟังเพลงต่างสัญชาติทั่วไป) ที่แม้จะฟังเนื้อร้องไม่ออกเลยสักคำ แต่เพียงแค่ได้ยินจังหวะและทำนองที่โดนใจ ก็พร้อมจะการันตีได้ทันทีว่า "เพลงนี้แหละ Song of the year!"

 

หลายคนอาจคิดว่าอาการเผลอโยกหัวตามดนตรีจนลืมฟังเนื้อร้องเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือก็แค่อัลกอริทึมที่ขึ้นแนะนำเพลงฮิตขึ้นมาให้ฟัง แต่จริงๆ แล้ว การที่เราตกหลุมพรางของทำนองเพลงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความผิดพลาด แต่มีคำอธิบายที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา

ในทางวิทยาศาสตร์สมองประมวลผลคำร้องและทำนองแยกจากกัน เมื่อเราฟังเพลง สมองของเราจะแบ่งการทำงานอย่างชัดเจน งานวิจัยจากการสแกนสมองด้วย fMRI เผยให้เห็นว่า สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ตรวจจับรูปแบบของเวลาเพื่อทำความเข้าใจและจดจำ ‘คำร้อง’ ในขณะที่สมองซีกขวาทำหน้าที่ตรวจจับข้อมูลด้านความถี่เพื่อประมวลผล ‘ทำนอง’ สำหรับผู้ฟังหลายคน การรับรู้เสียงดนตรีผ่านเส้นเสียงเบส ท่วงทำนอง และจังหวะมักจะดึงดูดความสนใจได้ก่อนเสมอ ทำให้บางครั้งเราสามารถเพลิดเพลินกับเพลงได้โดยไม่ได้สนใจหรือจำเนื้อเพลงได้เลย

 

เมื่อสมองเทใจให้ทำนองมากกว่าเนื้อร้อง

อิทธิพลของทำนองดนตรีที่ทำงานกับสมองโดยตรงนี้ นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ความขัดแย้งทางเนื้อร้อง’ หรือ Lyrical Dissonance ซึ่งเป็นเทคนิคที่บทเพลงมีทำนองสนุกสนานร่าเริง แต่เนื้อหาในเพลงกลับโศกเศร้า หดหู่ หรือเสียดสีสังคม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเนื้อร้องและทำนองสื่ออารมณ์ที่ไม่ตรงกัน ท่วงทำนองมักจะเป็นฝ่ายที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเสมอ

นักวิจัยชาวญี่ปุ่น Kazuma Mori และ Makoto Iwanaga ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างฟังเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าสลดแต่นำเสนอด้วยดนตรีจังหวะเร็วในคีย์เมเจอร์ที่สดใส ผลปรากฏว่าผู้ฟังยังคงรู้สึกมีความสุขจากการฟังเพลงนั้น นักวิจัยอธิบายว่า การจับคู่เนื้อหาที่โศกเศร้าเข้ากับทำนองร่าเริง จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ซึ่งสร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้ถึงข้อความที่เศร้าหมองนั้นได้โดยไม่เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจจริงๆ จนเกิดเป็น ความรู้สึกพึงพอใจที่หลากหลาย (Polyvalent pleasant feelings) ที่สร้างเสน่ห์ให้กับบทเพลง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคของ Short-form Video อย่าง TikTok หรือ Reels พฤติกรรมการเสพสื่อแบบตัดทอน ยิ่งทำให้ดนตรีถูกแยกออกจากเนื้อหาอย่างสิ้นเชิง ผู้คนเลือกตัดเพลงมาใช้เพียง 15 วินาทีเฉพาะท่อนที่ติดหู หรือเลือกใช้เพลงเป็นเพียง ‘เครื่องประดับ’ เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับภาพ โดยไม่สนใจบริบทที่แท้จริงของเพลงอีกต่อไป

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำนองดนตรีคือรหัสผ่านสากลที่สามารถพุ่งตรงเข้าสู่อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการทางภาษาเข้ามาแปลความหมาย

 

มีเพลงไหนที่รู้สึกว่าทำนองเพราะมากมาย แต่ความหมายไปคนละทาง มาแชร์กันหน่อย?

related