
SHORT CUT
‘วิกฤตฮอร์มุซ’ เขย่าต้นทุนเกษตรไทย เอกชนจี้รัฐปลดล็อก ‘พ.ร.บ.ปุ๋ย’ ล้าหลัง-เดินหน้าเหมืองโปแตช ทางรอดสู้ New Normal
เมื่อกลไกตลาดโลกผันผวนจนน่ากลัว สปอตไลต์จึงส่องมาที่ทางรอดของปากท้องคนไทย ในงาน Round Table หัวข้อ “Hormuz Shock - วิกฤตปุ๋ยโลก ทางรอดเกษตรไทย” จัดโดย ‘โพสต์ทูเดย์’ โดย วงเสวนาได้สะท้อนภาพจริงอันน่าสะพรึงกลัวของเกษตรกรไทยที่กำลังถูกลิ่มหนามของ ‘ต้นทุน’ ทิ่มแทงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยที่พุ่งทะยาน และ ‘ต้นทุนน้ำมัน’ ที่ใช้สูบน้ำเข้านา จนกลายเป็นวิกฤตลูกโซ่ส่งตรงถึงกระเป๋าเงินผู้บริโภคในรูปแบบของ ‘ราคาอาหาร’ ที่แพงขึ้นในทุกๆ วัน
ตามศาสตร์พระราชา การเกษตรที่ยั่งยืนต้องพึ่ง ‘สายพันธุ์พืชดี ดินดี และน้ำดี’ แต่ปัจจุบันดินไทยกำลังเสื่อมโทรมและขาดสารอาหารอย่างหนัก เกษตรกรในพื้นที่กว่า 70 ล้านไร่ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพายาโด๊ปอย่างปุ๋ยเคมีสูตรหลัก ทว่าในมุมของผู้ประกอบการไทยที่พยายามคิดค้นนวัตกรรมมาช่วยชาติ กลับต้องเจอทางตันจากข้อกฎหมาย
‘ภก. นพ หาวารี’ ประธานบริหารนวัตกรรม ‘บริษัท กรีน Innothai จำกัด’ (บริษัท กรีน อินโน ไทย จำกัด) เปิดเผยว่า ความพยายามที่จะผลักดันปุ๋ยทางเลือกอย่างปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของ ‘กรมวิชาการเกษตร’ ในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากและมีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่าเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างมาก หากรายใดทำไม่ได้ตามเกณฑ์ก็เสี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดี ทำให้การทำตลาดปุ๋ยทางเลือกเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรเป็นไปได้ยาก
ที่น่ากังวลที่สุดคือ นวัตกรรมของคนไทยที่มีความพร้อมอย่างเทคโนโลยีการควบคุมการปลดปล่อยสารอาหาร (Control Release) และ ‘ปุ๋ยละลายช้า’ (Slow Release) กลับถูกแช่แข็งด้วยกฎหมายที่ล้าหลัง เนื่องจาก ‘พ.ร.บ.ปุ๋ย’ กำหนดหมวดหมู่ไว้เพียง 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตราย สารนวัตกรรมใหม่อย่าง ‘นาโนตอส’ (Nanotoss) จึงไม่มีที่อยู่ และหากต้องการขึ้นทะเบียน จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นพิษที่กินเวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งไม่ทันต่อวิกฤตโลก
ทางรอดที่ ‘ภก. นพ’ เสนอไม่ใช่การเลิกใช้เคมี แต่คือการใช้แบบ ‘ผสมผสาน’ ระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพเพื่อทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ โดยงานวิจัยชี้ว่าปุ๋ยชีวภาพลดการใช้เคมีได้ 25-100% แต่ไทยกลับติดปัญหากำลังการผลิตไม่พอ จนบางพื้นที่ต้องรอออเดอร์นานถึง 3 ปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่าง ‘เวียดนาม’ ขยับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการเพิ่มปุ๋ยชีวภาพเข้าไปในปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงการตลาดแล้ว
อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากคนหน้างาน ‘สมิทธิ ว่องไพฑูรย์’ กรรมการบริหาร ‘บริษัท เอจี (ประเทศไทย) จำกัด’ ยืนยันว่า ชาวไร่อ้อยคือหนึ่งในผู้ประสบภัยหลัก โดยเฉพาะปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ ‘ยูเรีย’ ที่ราคาดีดกระโดดจากกระสอบละ 800 กว่าบาท พุ่งสูงถึง 1,200 - 1,400 บาท (แพงขึ้นเกือบ 2 เท่า) ซึ่งปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% ของต้นทุนทั้งหมด
แม้กราฟตลาดโลกจะเริ่มปักหัวลง แต่ ‘นายสมิทธิ’ ระบุว่า ราคาขายปลีกหน้าร้านในไทยยังคงไม่สงบ 100% เนื่องจากร้านค้ายังต้องแบกต้นทุนเดิมที่รับมาแพง คาดว่าต้องใช้เวลาระบายสต็อกอีกราว 1-2 เดือน ราคาหน้าร้านจึงจะขยับลง ทาง ‘กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง’ จึงพยายามผลักดันระบบ ‘Bio Economy’ นำของเหลือจากกระบวนการผลิตอย่าง ‘กากตะกอน’ หรือกากหม้อกรอง (Filter Cake) มาศึกษาวิจัยร่วมกับ ‘กรมวิชาการเกษตร’ เพื่อพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพแจกจ่ายในรูปแบบ ‘Local Model’ ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเกษตรกรไปได้มากกว่า 100,000 ไร่ และลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้กว่า 4,000 ตัน พร้อมเสนอให้รัฐปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนปุ๋ยที่ซับซ้อนให้เปิดรับเทคโนโลยีใหม่และเกิดการแข่งขันเสรีมากขึ้น
ด้าน ‘รัสชัย เหรียญพาณิชย์’ กรรมการ ‘สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย’ ให้ความเห็นเชิงลึกว่า ปัจจุบันประเทศไทยเปราะบางมากเพราะพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในภาคการเกษตร 100% ทั้งไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทสเซียม เมื่อเกิด ‘วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซัพพลายเชนโลกจึงสะเทือนทันที โดยเฉพาะปุ๋ยฟอสเฟตที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่และไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้
ที่ผ่านมาภาครัฐมักแก้ปัญหาในเชิงรับ เช่น โครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ หรือการควบคุมราคา ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์และโลกร้อน ทางออกระยะสั้นคือรัฐต้องลดกฎระเบียบที่ต้องประสานงานถึง 4 กระทรวงลง และเปิดให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา ส่วนระยะกลางควรใช้สิทธิประโยชน์จาก ‘BOI’ ดึงดูดบริษัทต่างชาติ และตั้ง ‘คณะกรรมการปุ๋ยแห่งชาติ’ เพื่อกำหนดนโยบายโดยไม่แทรกแซงกลไกตลาด พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรตรวจค่าดินเพื่อผสมปุ๋ยใช้เองให้ ‘ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี’
อีกส่วนที่ได้รับการพูดถึงคือการจัดตั้งเหมืองโพแทซในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการนำเข้าปุ๋ยโพแทซกว่า 700,000 ตัน/ปี เพื่อใช้กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ควบคุมต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้แก่ประเทศ แม้ในไทยโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา จากข้อจำกัดด้านประเด็นทางสิ่งแวดล้อมก็ตาม
อย่างไรก็ตามเราควรส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี สนับสนุนให้ตรวจค่าดินเพื่อผสมปุ๋ยใช้เอง นำปุ๋ยอินทรีย์มาผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก พร้อมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรกรเพื่อยกระดับอาชีพให้ทมีความมั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมสร้างเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมให้ประชากรสูงวัยนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาภาคการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ