สรุปมหากาพย์ ‘ต้า FEDFE - ยัต ชัยโสโร’ จากเพื่อนรัก 20 ปี สู่คดีฟ้องร้อง 20 ล้านบาท

สรุปมหากาพย์ ‘ต้า FEDFE - ยัต ชัยโสโร’ จากเพื่อนรัก 20 ปี สู่คดีฟ้องร้อง 20 ล้านบาท

ย้อนรอยร้าวอดีตคู่หู FEDFE จากปมขัดแย้งสะสม ทั้งเรื่องปรับลดเงินเดือนและการเปลี่ยนโครงสร้างหุ้นบริษัท สู่การหลั่งน้ำตาเผชิญหน้าในโหนกระแส และการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาลด้วยคดีฟ้องร้อง 20 ล้านบาท

กลายเป็นมหากาพย์สะเทือนวงการยูทูปเบอร์ไทย กับเรื่องความบาดหมางระหว่าง  ‘ต้า FEDFE’ (ลิขิต สิทธิพันธุ์) และ ‘ยัต ชัยโสโร’ (กิตติศักดิ์ เวชประสาร) ที่คบหากันมายาวนานกว่า 20 ปี แต่สุดท้ายต้องมาแตกหักถึงขั้นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันสูงถึงหลักสิบล้านบาท

 

รอยร้าวแรกในกลุ่มเพื่อน

ช่องยูทูป ‘เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์’ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีต้าเป็นผู้ก่อตั้ง และมียัตเข้ามาเป็นเป็นสมาชิกคนที่ 9 โดยเข้ามาทำในฐานะแสดง จนกระทั่งช่องเฟ็ดเฟ่ต้องปิดตัวลงหลังทำมา 6-7 ปี เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ต่อมา ต้าและยัต จับมือทำช่องยูทูบต่อ โดยนำช่องยูทูบและแฟนเพจส่วนตัว ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ (ซึ่งมีฐานแฟนคลับเดิมในเพจ 4 แสนคน และยูทูบ 6 แสนคนในขณะนั้น) มาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘ต้าร์ ยัต ชัยโสโร’ พร้อมกับจัดตั้งบริษัท ‘ชัยโสโร’ โดยใช้บริษัทเก่าของพี่สาวภรรยายัต คือ ‘บริษัท ฤทธิ์ที’ มาเปลี่ยนชื่อเพื่อใช้รับเงินค่าจ้างโฆษณา มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นตกลงกันคือ ต้าร์ 49%, ยัต 49% และภรรยายัต 2%

ประกาศแยกทางอย่างเป็นทาง

รอยร้าวเริ่มปรากฎชัดเจน ในช่วงเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ต้า เฟ็ดเฟ่ ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทการทำช่องผ่านรายการ PONGKOOL24 บน YouTube โดยในระยะแรกเจ้าตัวระบุเพียงว่าเกิดจากความเครียดสะสมและการจัดการงานด้านบริหารจัดการที่ตนไม่ถนัด จึงเกรงใจที่ปล่อยให้ยัตต้องเหนื่อยทำงานหนักคนเดียว

และในเดือนมิถุนายน ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยต้ายอมรับว่ามีปัญหาเรื่องการทำงานในช่องที่แก้ไขไม่ได้จนเขาไม่ถูกเรียกไปถ่ายงานอีกทำให้ขาดรายได้ประจำ ในขณะที่คุณพ่อป่วยเป็นอัมพาตติดเตียงซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และมีช่วงที่ชีวิตตกต่ำที่สุดคือมีเงินติดตัวเพียง 90 บาทในวันที่แพทย์โทรศัพท์มาแจ้งว่าคุณพ่อกำลังจะเสียชีวิต ต้าต้องดิ้นรนไลฟ์ขายเสื้อผ้ากระสอบวินเทจ

 

ยอดฟ้องคดีแพ่งที่พุ่งทะยานสู่ 20 ล้านบาท

สถานการณ์ความตึงเครียดบานปลายไปสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเมื่อเพจเฟซบุ๊ก เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์ FEDFE ที่ทิ้งร้างไปนาน 7-8 ปี ได้กลับมาเคลื่อนไหว ทางเพจได้โพสต์หมายศาลฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากต้าคดีแรกสูงถึง 10 ล้านบาท พร้อมระบุแคปชันว่าเพื่อนป่วยแต่กลับโดนไล่ออกแล้วยื่นฟ้องร้องร้อยล้าน ต้าได้โพสต์ชี้แจงในทันทีว่าตนไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเพจเฟ็ดเฟ่ แต่ยอมรับว่าตนงุนงงและเสียใจมากที่โดนเพื่อนรักยื่นฟ้องร้องเรียกเงินก้อนโตเพียงเพราะการนำคลิปเดโม่ที่ตนเองเป็นคนผลิตและสร้างสรรค์ขึ้นมาเองทุกขั้นตอนไปใช้งาน

ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 สถานการณ์กลับเลวร้ายลงไปอีกขั้นเมื่อทางเพจ FEDFE ได้เปิดเผยหมายศาลคดีที่สองเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีก 10 ล้านบาท รวมเป็นเงินฟ้องร้องสูงถึง 20 ล้านบาท

 

สถานการณ์ลุกลามบานปลายในเดือน สิงหาคม 2569 เมื่อแฟนเพจเฟซบุ๊กสำรองอย่างเป็นทางการ ‘เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์ FEDFE’ ออกมาเคลื่อนไหวแฉพฤติกรรมของฝั่งคู่กรณีอย่างดุเดือด พร้อมกับมีการปล่อย คลิปเสียงสนทนาความยาวกว่า 3 นาที ซึ่งเป็นเสียงที่ต้าโทรไปทวงถามเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน แต่ฝั่งคู่กรณีกลับตอกกลับด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "มึงมันแค่ลูกน้อง" ไม่เคยเป็นหุ้นส่วน และมีการพูดจาเชิงด้อยค่า จนทำให้คลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัล มียอดวิวพุ่งสูงกว่า 5.2 ล้านครั้ง

 

‘ยัต’ ปฏิเสธข้อหาแฮกบริษัทและมั่นใจหลักฐานเพื่อต่อสู้ในชั้นศาล

หลังจากที่กระแสโจมตีบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นไปอย่างรุนแรง ยัต ชัยโสโร ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเกี่ยวกับข้อพิพาททางธุรกิจ โดยยัตและภรรยายืนยันว่าไม่เคยมีความคิดที่จะฮุบบริษัทหรือโกงเพื่อนอย่างที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกไปนั้นผ่านการตัดต่อและแต่งเติมข้อความประกอบจนเปลี่ยนความหมายจากความเป็นจริง

สำหรับประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัท ยัตอธิบายว่าการเซ็นเอกสารโอนสิทธิกรรมสิทธิ์บางส่วนทำไปเพื่อการดำเนินธุรกรรมทางเอกสารของบริษัท และเกิดขึ้นภายหลังหลังจากที่อีกฝ่ายได้กระทำการผิดข้อตกลงร่วมกันบางประการ ซึ่งตนมีหลักฐานเอกสารเตรียมไว้พร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล นอกจากนี้ยัตยังเผยว่าที่ตนเลือกเงียบมาเกือบ 1 ปีเพราะได้รับคำแนะนำจากทนายความให้ไปสู้กันในศาลแทนการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเนื่องจากธุรกิจได้รับความเสียหายอย่างหนัก

.

วินาทีเผชิญหน้า

ต้า เฟ็ดเฟ่ พร้อมด้วยทนายไข่มุก ได้เดินทางไปนั่งออกรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อชี้แจงปมหุ้นและหมายศาลทั้งหมด และทางรายการได้ติดต่อโฟนอินหา ยัต ชัยโสโร เพื่อพูดคุยร่วมกันกลางรายการ จนเกิดเป็นถ้อยคำระบายใจทั้งน้ำตาของต้าว่า ตนเองคิดถึงยัตเสมอและไม่ได้รู้สึกดีที่ยัตโดนสังคมด่า แต่อยากได้สิทธิ์และส่วนสัดที่ตนเองเคยเหนื่อยยากทำไปเพื่อนำเงินไปรักษาแม่ ซ่อมบ้าน และรักษาพ่อ พร้อมทั้งตัดพ้อสะอื้นไห้กลางอากาศว่าเขาร่วมทำคลิปมาถึง 2,000-3,000 คลิป แต่กลับต้องมาถูกฟ้องร้องเพราะคลิปเดโม่เพียงคลิปเดียว

 

ต้าเปิดเผยด้วยน้ำตาว่าตลอดเวลาที่ทำงานร่วมกัน ตนถูก Gaslighting อย่างต่อเนื่อง ถูกด่าทอด้อยค่าไอเดียจนเชื่อว่าตัวเองสมองเสื่อม ถูกวางบทบาทให้เป็นตัวตลกหรือตัวขี้แพ้ในออฟฟิศ ยอมให้คนอื่นรุมแกล้ง โกนหัว ตบหัว เพื่อแลกความฮาในคอนเทนต์ นอกจากนี้ยังถูกสั่งให้วิ่งกลางแดดจนเป็นลม และถูกหลอกให้โทรติดต่อซุปเปอร์สตาร์ระดับประเทศแล้วบอกว่า "แกล้งเล่น" ความเครียดสะสมนี้ทำให้ต้าร์ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและแพนิกขั้นรุนแรง มีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่ามีความคิดอยากฆ่าตัวตายติดต่อกันกว่า 6 เดือน ถึงขั้นเคยคิดสั้น

 

ปมการเงิน สูบเงินบริษัท - ลดเงินเดือน – สละเงินปันผล- ลอบปลอมลายเซ็นโอนหุ้น

บ้านและรถบริษัท เงินบริษัทถูกนำไปซื้อบ้านเพื่อทำออฟฟิศแต่ใส่ชื่อยัตเป็นเจ้าของโดยอ้างคำทำนายว่าดวงต้าร์ไม่ดี และพอขายบ้านเงินก็เข้าบัญชีส่วนตัวยัตเพื่อเลี่ยงภาษี ส่วนรถยนต์ (นิสสันโน้ต, ฮาร์เลย์, GTO) ยัตเอาเงินบริษัทซื้อแต่ต้าไม่เคยได้เงินคืน

ถูกหั่นเงินเดือน เงินเดือนของต้าถูกลดจาก 150,000 บาท เหลือ 40,000 บาทโดยอ้างว่าจะจ้างผู้กำกับเพิ่มแต่ก็ไม่จ้าง ในขณะที่ยัตตั้งเงินเดือนให้ภรรยาตัวเองได้ตามใจชอบ

สละเงินปันผลและยืมเงิน ในปีที่ 3 ที่ควรจะได้เงินปันผลคนละ 1.5 ล้านบาท แต่ภรรยายัตอยากได้รถสีขาวและยัตอยากได้สีเหลือง ต้าร์จึงยอมเสียสละเงินปันผล 1.5 ล้านของตัวเองให้ยัตเอาไปซื้อรถเพื่อตัดปัญหา นอกจากนี้ยัตยังเคยยืมเงินสดส่วนตัวต้าร์ไปอีก 5 แสนบาท และมีการใช้เมกะโปรเจกต์ไปขายฝันหลอกเพื่อนกลุ่มเก่าให้มาเข้าข้างเพื่อโดดเดี่ยวต้าร์

ข้อกล่าวหาว่ายัตและภรรยาแอบเปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทลับหลัง และทำการปลอมแปลงลายเซ็นของต้าในเอกสารสำคัญทุกฉบับเพื่อทำการโอนย้ายกรรมสิทธิ์และสิทธิทั้งหมดในบริษัทในช่วงที่ต้าล้มป่วยหนักและพักรักษาตัวอยู่ในออฟฟิศ เพื่อลดสถานะของต้าจากผู้ร่วมก่อตั้งให้กลายเป็นเพียงลูกน้อง รวมถึงมีการแฉอ้างเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมการข่มขู่พนักงาน การทำร้ายร่างกายต่อหน้าลูกค้า และการบังคับให้วิ่งกลางแดดจนเป็นลม

 

ในขณะที่ ยัต ได้ทำการสวนกลับผ่านโทรศัพท์ทันทีว่าคำพูดและการระบายความรู้สึกของต้าในรายการทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองกลายเป็นคนแย่ในสายตาของสังคมทั้งหมด โดยในการพูดคุยผ่านโฟนอินครั้งนี้ ยัตยังไม่ได้มีการตอบรับข้อเสนอเรื่องการแบ่งสัดส่วนหุ้นคืนให้กับต้ากลางรายการ แต่ยัตยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด และขอรอนำหลักฐานทางเอกสารสำคัญชี้แจงความบริสุทธิ์เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลในวันจันทร์ถัดไป

 

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ยังไม่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าใครถูกผิด

related