ภาพยนตร์ไทยกับการบาดแผลเดือนตุลา เมื่อประวัติศาสตร์การเมือง พลิกชะตากรรมคนทุกชนชั้น

ภาพยนตร์ไทยกับการบาดแผลเดือนตุลา เมื่อประวัติศาสตร์การเมือง พลิกชะตากรรมคนทุกชนชั้น

เมื่อประวัติศาสตร์การเมืองพลิกชีวิตคน ชวนย้อนสำรวจบาดแผล 'เดือนตุลา' ผ่าน 3 ภาพยนตร์ไทย ที่สะท้อนผลกระทบต่อคนทุกชนชั้น ตั้งแต่แกนนำ คนธรรมดา จนถึงแรงงานยุคปัจจุบัน

SHORT CUT

  • บทความวิเคราะห์ภาพยนตร์ไทย 3 เรื่อง ได้แก่ "14 ตุลา สงครามประชาชน", "October Sonata" และ "ดาวคะนอง" ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสำรวจบาดแผลและผลกระทบจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดือนตุลา
  • ภาพยนตร์แต่ละเรื่องสะท้อนชะตากรรมของผู้คนที่แตกต่างกันตามสถานะทางสังคม ตั้งแต่มุมมองของแกนนำนักศึกษา ชนชั้นแรงงาน ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากประวัติศาสตร์
  • ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไม่เพียงแต่เปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตส่วนตัว ความฝัน และอุดมการณ์ของผู้คนทุกชนชั้น

เมื่อประวัติศาสตร์การเมืองพลิกชีวิตคน ชวนย้อนสำรวจบาดแผล 'เดือนตุลา' ผ่าน 3 ภาพยนตร์ไทย ที่สะท้อนผลกระทบต่อคนทุกชนชั้น ตั้งแต่แกนนำ คนธรรมดา จนถึงแรงงานยุคปัจจุบัน

สังคมไทยมักร่วมกันรำลึกและทบทวนถึงหมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมือง เหตุการณ์ทั้งสองไม่เพียงแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างของประเทศ ภาพยนตร์ไทยได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่พาเราไปสำรวจร่องรอยและผลกระทบเหล่านั้น บทความนี้ชวนย้อนมองเหตุการณ์เดือนตุลาผ่านภาพยนตร์ 3 เรื่อง ที่เล่าผ่านมุมมองและตัวละครต่างสถานะ

 

14 ตุลา สงครามประชาชน (2544)

ภาพยนต์ไทยแนวดรามา ประวัติศาสต์ ที่เล่าถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยเล่าผ่านมุมมองชีวิตจริงของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หนึ่งในแกนนำนิสิตนักศึกษาในยุคขับไล่เผด็จการ เนื้อหาภาพยนต์แบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก โดยเรื่องราวเริ่มต้นจาก ‘เสกสรรค์’ และ ‘ จิระนันท์’ เมื่อพลังมหาชนและนิสิตนักศึกษาเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ ทว่าในช่วงที่ประชาธิปไตยผลิบานบรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยการคุกคามและการลอบสังหารแกนนำ เสกสรรค์จึงตัดสินใจชวนจิระนันท์พาตัวหนีภัยการกวาดล้างเข้าป่าไปร่วมเคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) บนพื้นที่ภูหินร้องกล้า

แต่เมื่อหนีเข้าไปในป่า กลับพบความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า งภายใน พคท. เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิด การขาดความเป็นประชาธิปไตย ระบบอุปถัมภ์ เสกสรรค์ที่พยายามเสนอการปรับเปลี่ยนกลับถูกเพ่งเล็งว่าเป็น "พวกค้านพรรค" และถูกฝ่ายนำบงการย้ายที่อยู่อาศัยไปมาอย่างบีบคั้น เมื่อความอดทนถึงที่สุด เสกสรรค์รวบรวมเพื่อนนักศึกษาสู้กับฝ่ายนำ ก่อนจะพบว่านั่นคือสงครามที่ไม่มีวันชนะ ในที่สุด เขา จิระนันท์ และเพื่อนๆ จึงตัดสินใจถอนตัวออกจากป่า ฝ่าการไล่ล่าของฝ่ายนำ ข้ามสะพานสายน้ำเชี่ยวกลับคืนสู่เมืองในปี พ.ศ. 2524 ด้วยสภาพจิตใจที่บอบช้ำ

ภาพยนตร์ฉายให้เห็นว่าบาดแผลทางการเมืองไม่ได้กระทบเพียงแค่ระดับโครงสร้างรัฐ แต่ทำลายความฝัน จิตวิญญาณ และชีวิตส่วนตัวของปัญญาชนรุ่นนั้นอย่างแสนสาหัส เหมือนกันคำโปรยก่อนเริ่มที่ว่า “ในชะตากรรมของประเทศ มีชะตากรรมของบุคคล” หนังไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความกดดันจากรัฐขวาขัดเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบาดแผลภายในของขบวนการปฏิวัติ ที่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ทางอุดมการณ์ และเดินทางกลับบ้านด้วยสภาพจิตใจอันอ่อนล้า

 

October Sonata รักที่รอคอย (2552)

จากเรื่องราวของแกนนำ ผลงานของ สมเกียรติ วิทุรานิช ได้ขยายมุมมองมาสู่กลุ่มคนธรรมดา โดยใช้องค์ประกอบของภาพยนตร์แนวเมโลดราม่าอธิบายผลกระทบทางการเมืองที่มีต่อประชาชนทั่วไป ผ่านฉากหลังที่เริ่มต้นในปี 2513 ผ่านเรื่อง October Sonata รักที่รอคอย (2552) หนังพาเราไปสำรวจชีวิตของ ‘แสงจันทร์’ ผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตเป็นสาวโรงงานตัดเย็บที่เรียบง่ายผู้ไม่รู้หนังสือ ได้บังเอิญพบกับ ‘รวี’ นักศึกษาหนุ่ม เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ในงานศพของ มิตร ชัยบัญชา ที่ทั้งคู่ได้บังเอิญเจอกัน ภาพยนตร์ใช้ตัวละครเป็นสัญลักษณ์ซ้อนทับกลุ่มความคิดในสังคม รวี ผู้เป็นตัวแทนของปัญญาชนฝ่ายซ้ายผู้จุดประกายความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ในขณะที่ แสงจันทร์ เป็นตัวแทนของชนชั้น แรงงาน รวีได้มอบหนังสือ สงครามชีวิต  ไว้ให้ และทั้งคู่สัญญากันว่าจะมาพบกันที่ ในวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปี

เมื่อได้พบกับรวี เธอก็เริ่มสนใจเรื่องอ่านเขียน และมีส่วนช่วยในการรับเอาความรู้ แนวคิด อุดมการณ์ต่างๆ เข้ามาในชีวิต เริ่มตั้งคำถาม วิพากวิจารณ์ เข้าใจกรอบเรื่องความเท่าเทียม  แต่เหตุการณ์การปะทุของการเมือง แลและการเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนหลังจากนั้น กลับส่งผลให้รวีและแสงจันทร์ต้องพลัดพรากจากกันอย่างปวดร้าว จำต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และตัดสินใจแต่งงานกับ ‘ลิ้ม’ หนุ่มลูกครึ่งจีนที่สามารถเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจให้เธอได้

 

ภาพยนต์เรื่องนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่บังเอิญพบกันในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่สามารถรักกันได้ แต่แท้จริงแล้ว October Sonata ได้หยิบเอาเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองช่วงปีพ.ศ. 2513 ถึงหลัง 2519 โดยเฉพาะเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมมาเป็นฉากหลังในการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนิสิตนักศึกษาหลังจากที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้เงาเผด็จการมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 หรือการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ชะตาชีวิตของตัวละครในเรื่องล้วนมีส่วนผูกโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเหล่านี้ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดจากการ ‘พบ’ ‘พราก’ และ ‘จากลา’ ตั้งอยู่บนจุดพลิกผันของการเมืองในสมัยนั้นตลอดเวลา

 

ร่องรอยทางประวัติศาสตร์และชนชั้นแรงงานใน ดาวคะนอง (2559)

ภาพยนตร์เรื่อง ดาวคะนอง (พ.ศ. 2559) กำกับและเขียนบทโดย อโนชา สุวิชากรพงศ์ นำเสนอประวัติศาสตร์บาดแผลของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่ซ้อนทับกันหลายชั้นโดยไม่อยู่ในลำดับเวลาปกติ หนังตัดสลับเรื่องราวการสัมภาษณ์ อดีตนักศึกษาหญิงผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เข้ากับชีวิตของ ‘พนักงานเสิร์ฟสาว’ ที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและซ้ำซาก ภาพยนตร์ฉายให้เห็นกิจวัตรการทำงานของเธอที่ต้องเปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นพนักงานร้านกาแฟ ทำความสะอาดโรงแรม ไปจนถึงการจัดเรียงก้อนเชื้อเห็ดในฟาร์มมืดๆ เธอเคลื่อนย้ายตัวเองไปตามสถานที่ต่างๆ โดยปราศจากความมั่นคงทางอาชีพ และแทบไม่มีบทสนทนากับตัวละครอื่นในเรื่อง หากถอดโครงสร้างเรื่องออกเป็นพาร์ท จะพบว่าภาพยนตร์ตัดสลับกัน 3 ชั้นเรื่องเล่า ชั้นแรกคือ แอน (รับบทโดย วิศรา วิจิตรวาทการ) ผู้กำกับภาพยนตร์หญิง เดินทางไปสัมภาษณ์ พี่แต้ว (รับบทโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง) อดีตนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา ณ บ้านพักในจังหวัดน่าน เพื่อทำภาพยนตร์สารคดีชีวประวัติ  ชั้นที่สองคือพาร์ทหนังซ้อนหนัง โดยนำนักแสดงอาชีพ เช่น อภิญญา สกุลเจริญสุข และ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล มาแสดงฉากที่ซ้ำเดิมกับแอนและพี่แต้ว เพื่อเฉลยว่าเรื่องราวในพาร์ทแรกคือฉากในภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำและตัดต่ออยู่[44] และชั้นที่สามคือเรื่องราวของคนเบื้องหลัง ทีมงานตัดต่อ นักแสดง และ อุ๊ (รับบทโดย อัจฉรา สุวรรณ์) หญิงสาวผู้เปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยๆ ทั้งพนักงานร้านกาแฟ เด็กเสิร์ฟ และแม่บ้าน

ความทะเยอทะยานของ ดาวคะนอง คือการตั้งคำถามว่า เมื่อเวลาผ่านไปสี่สิบปี ความทรงจำของคนในเหตุการณ์ย่อมเลอะเลือน และเมื่อเรื่องจริงถูกเล่าผ่านปากคน แล้วนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ซ้ำอีกที "ความจริง" ที่แท้จริงอยู่ที่ไหนกันแน่ ชื่อภาพยนตร์ไม่ได้หมายถึงย่านดาวคะนอง แต่เปรียบป้ายทางด่วนดาวคะนองเป็นเหมือนทางผ่าน และหมายถึงมนุษย์ทุกคนที่เป็นดวงดาวในตัวเอง ซึ่งเศษเสี้ยวเรื่องเล่าที่กระจัดกระจายดั่งเศษดาวจะส่งผลต่อจิตใจของคนดูแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ นอกจากนี้ สภาวะบาดแผลทางการเมืองที่ยังคงสุ่มเสี่ยงในสังคมไทยยังปรากฏผ่านเหตุการณ์จริง เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐสั่งห้ามฉายรอบพิเศษในปี พ.ศ. 2560 โดยอ้างเหตุผลเรื่องความสุ่มเสี่ยงไม่เหมาะสมต่อช่วงเวลา สะท้อนการพยายามทำให้ลืมเลือนของรัฐ ขณะที่ตัวละครคนรุ่นใหม่และอุ๊ที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ก็ฉายภาพคนเมืองที่ล่องลอยอยู่ในระบบทุนนิยมร่วมสมัย ภายใต้เงาประวัติศาสตร์บาดแผลที่ยังคงตกค้างอยู่

ภาพยนตร์ไทยทั้ง 3 เรื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านภาษาภาพยนตร์และการจัดการประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลา จากยุคการชำระประวัติศาสตร์จริงใน 14 ตุลา สงครามประชาชน สู่การใช้อุปมานิทัศน์วรรณกรรมและชนชั้นใน October Sonata จนถึงการถอดโครงสร้างวิพากษ์ความจริงใน ดาวคะนอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบาดแผลทางการเมืองไทยยังคงดำรงอยู่และรอคอยการทำความเข้าใจอย่างไม่สิ้นสุด

related