อ่านเกม 'ทักษิณ' ยื่นนิรโทษกรรม ล้างมลทิน พลิกคดีภาษีหมื่นล้าน

อ่านเกม 'ทักษิณ' ยื่นนิรโทษกรรม ล้างมลทิน พลิกคดีภาษีหมื่นล้าน

เจาะหมากการเมือง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ยื่นคำร้องขอรับนิรโทษกรรม อ้างผลพวงรัฐประหาร 49 หวังพลิกเกมสู้คดีภาษี-ริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน พร้อมเปิดเกมต่อรองก่อนศึกซักฟอก

SHORT CUT

  • ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องขอรับการนิรโทษกรรม เพื่อล้างมลทินในคดีความต่างๆ ที่ไม่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ
  • ใช้ทฤษฎี "ผลไม้พิษ" เป็นแนวทางต่อสู้ โดยอ้างว่าคดีทั้งหมดเป็นผลมาจากการรัฐประหารปี 2549 ที่ไม่ชอบธรรม
  • เป้าหมายสำคัญคือการพลิกคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อมโยงกับคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
  • หากสำเร็จ อาจนำไปสู่การทวงคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด และเป็นการฟื้นคืนสิทธิ์ทางการเมืองอย่างสมบูรณ์
  • ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐบาล และเป็นกลยุทธ์ที่พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่

เจาะหมากการเมือง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ยื่นคำร้องขอรับนิรโทษกรรม อ้างผลพวงรัฐประหาร 49 หวังพลิกเกมสู้คดีภาษี-ริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน พร้อมเปิดเกมต่อรองก่อนศึกซักฟอก

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ทีมทนายความยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามพระราชบัญญัติการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อขอรับการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน การขยับหมากตานี้ทำให้คอการเมือง และนักวิเคราะห์ต้องหันมาจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องคดีความธรรมดา แต่คือจุดตัดระหว่างกระบวนการยุติธรรมและเกมต่อรองอำนาจครั้งใหญ่

กำแพงข้อกฎหมาย ทำไมคดีนี้ถึงไม่ได้รับนิรโทษกรรมอัตโนมัติ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้อดีตนายกฯ ต้อง 'ยื่นคำร้องเป็นรายกรณี' เนื่องจากคดีความของตนเองไม่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ บัญชีฐานความผิดแนบท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่ความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นหลัก

ในขณะที่คดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ จัดอยู่ในกลุ่มคดีการบริหารราชการแผ่นดินและข้อกล่าวหาทุจริตเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 3 ว่า ไม่คุ้มครองการกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การเดินหน้าครั้งนี้จึงถูกหลายฝ่ายมองว่าเหมือนกำลัง 'วิ่งชนกำแพง' กฎหมาย

อ่านเกม 'ทักษิณ' ยื่นนิรโทษกรรม ล้างมลทิน พลิกคดีภาษีหมื่นล้าน

สู้ด้วย 'ทฤษฎีผลไม้พิษ' เมื่อต้นตอคือรัฐประหาร 2549

เพื่อทลายกำแพงดังกล่าว ทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ ทักษิณ จึงเลือกหยิบยก 'ทฤษฎีผลไม้พิษ' (Fruit of the Poisonous Tree) มาเป็นไม้เด็ด โดยต่อสู้ว่า ข้อกล่าวหาและคำพิพากษาคดีความทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและการรัฐประหารเมื่อปี 2549

เมื่อต้นไม้คือรัฐประหารมีพิษ ผลไม้ที่งอกเงยออกมาจึงไม่ชอบธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ในคำพิพากษาของศาลหลายคดี โดยเฉพาะคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ศาลไม่ได้ระบุคำว่า 'ทุจริต' อย่างชัดเจน จึงกลายเป็นช่องทางที่นำมาใช้ยื่นขอความเป็นธรรม

ชำแหละเป้าหมายแท้จริง พลิกเกมสู้ภาษีหุ้นชิน 1.7 หมื่นล้าน

หากมองให้ลึกลงไปในเนื้อหา หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้มีเป้าหมายซ่อนเร้นที่สำคัญยิ่งกว่าการล้างมลทิน นั่นคือการเพิ่มช่องทางการต่อสู้คดีเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวและขอเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร หากสามารถเปิดประตูนิรโทษกรรมในคดีหลักได้ ก็จะนำผลไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในชั้นศาลทันที

ริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน กับเดิมพันทวงคืนทรัพย์สิน

ความเกี่ยวโยงของสองคดีนี้คือ ในอดีตศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเห็นว่าเป็นการออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเอง ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม และร่ำรวยผิดปกติ แต่หลังจากนั้น กรมสรรพากรกลับมาประเมินภาษีจากการขายหุ้นอีก 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทักษิณมองว่าเมื่อทรัพย์ถูกริบไปหมดแล้ว การมาเก็บภาษีเพิ่มย่อมเป็นการเรียกเก็บที่ซ้ำซ้อน

หากทักษิณสามารถทะลุกำแพงได้รับนิรโทษกรรมในคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ผลจะส่งตรงไปยังคดีภาษี 1.7 หมื่นล้านโดยอัตโนมัติ และอาจเปิดช่องทางขยายผลไปสู่การทวงคืนทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้านบาท ในอนาคต

อ่านเกม 'ทักษิณ' ยื่นนิรโทษกรรม ล้างมลทิน พลิกคดีภาษีหมื่นล้าน

 

โยนหินถามทางก่อนศึกซักฟอกรัฐบาลสีน้ำเงิน

ในแง่จังหวะเวลาทางการเมือง การยื่นคำร้องครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ 'โยนหินถามทาง' และหยั่งกระแสสังคมเพื่อใช้เป็นไพ่ต่อรองทางการเมือง ประเด็นสำคัญคือ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลสีน้ำเงิน จังหวะการยื่นเกิดขึ้นในช่วงที่ นายกฯ อนุทิน พร้อมด้วยรัฐมนตรีสายสีน้ำเงิน 18 คน กำลังต้องการเสียงสนับสนุนอย่างแน่นหนาเพื่อรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพลิกขั้วไปตั้ง 'รัฐบาลไฟจราจร' การเดินหมากนี้จึงส่งแรงกระเพื่อมถึงดุลอำนาจในรัฐบาลโดยตรง

คืนสถานะ-ปลดแอกข้อหาครอบงำพรรค

นอกจากผลประโยชน์ทางคดีและตัวเลขทรัพย์สินแล้ว อีกหนึ่งรางวัลใหญ่คือการฟื้นคืนสิทธิ์ทางการเมือง หากได้รับการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน อดีตนายกฯ จะปลดล็อกคุณสมบัติต้องห้าม สามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองได้อย่างเป็นทางการ

แม้เจ้าตัวจะระบุว่าต้องการวางมือและใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่การคืนสิทธิ์จะทำให้หลุดพ้นจากข้อหา 'ครอบงำพรรคการเมือง' โดยสิ้นเชิง ส่งผลให้อิทธิพลและสถานะทางการเมืองกลับมาอย่างสมบูรณ์

2 ฉากทัศน์อนาคต ได้หรือตกม้าตาย เพื่อไทยได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

เมื่อประเมินฉากทัศน์ทางการเมือง หมากตานี้ถูกวางไว้ให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง 

  • ฉากทัศน์ที่ 1 (หากสำเร็จ) ได้รับการล้างมลทิน พลิกคดีภาษี 1.7 หมื่นล้าน ลุ้นทวงทรัพย์คืน และกลับคืนสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มภาคภูมิ
  • ฉากทัศน์ที่ 2 (หากไม่สำเร็จ) ยังได้แสดงตนเป็น 'เหยื่อรัฐประหาร' เหยื่อของนิติสงคราม และองค์กรอิสระที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสามารถนำประเด็นนี้ไปขับเคลื่อนต่อสู้บนเวทีการเมือง เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์พรรคฝ่ายประชาธิปไตย สวนกระแส “น้ำเงินกินรวบ” และกอบกู้ฐานเสียงให้พรรคเพื่อไทยในระยะยาว

ที่มา : เนชั่นทีวี

related