
SHORT CUT
เจาะหมากการเมือง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ยื่นคำร้องขอรับนิรโทษกรรม อ้างผลพวงรัฐประหาร 49 หวังพลิกเกมสู้คดีภาษี-ริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน พร้อมเปิดเกมต่อรองก่อนศึกซักฟอก
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ทีมทนายความยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามพระราชบัญญัติการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อขอรับการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน การขยับหมากตานี้ทำให้คอการเมือง และนักวิเคราะห์ต้องหันมาจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องคดีความธรรมดา แต่คือจุดตัดระหว่างกระบวนการยุติธรรมและเกมต่อรองอำนาจครั้งใหญ่
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อดีตนายกฯ ต้อง 'ยื่นคำร้องเป็นรายกรณี' เนื่องจากคดีความของตนเองไม่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ บัญชีฐานความผิดแนบท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่ความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นหลัก
ในขณะที่คดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ จัดอยู่ในกลุ่มคดีการบริหารราชการแผ่นดินและข้อกล่าวหาทุจริตเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 3 ว่า ไม่คุ้มครองการกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การเดินหน้าครั้งนี้จึงถูกหลายฝ่ายมองว่าเหมือนกำลัง 'วิ่งชนกำแพง' กฎหมาย
เพื่อทลายกำแพงดังกล่าว ทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ ทักษิณ จึงเลือกหยิบยก 'ทฤษฎีผลไม้พิษ' (Fruit of the Poisonous Tree) มาเป็นไม้เด็ด โดยต่อสู้ว่า ข้อกล่าวหาและคำพิพากษาคดีความทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและการรัฐประหารเมื่อปี 2549
เมื่อต้นไม้คือรัฐประหารมีพิษ ผลไม้ที่งอกเงยออกมาจึงไม่ชอบธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ในคำพิพากษาของศาลหลายคดี โดยเฉพาะคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ศาลไม่ได้ระบุคำว่า 'ทุจริต' อย่างชัดเจน จึงกลายเป็นช่องทางที่นำมาใช้ยื่นขอความเป็นธรรม
หากมองให้ลึกลงไปในเนื้อหา หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้มีเป้าหมายซ่อนเร้นที่สำคัญยิ่งกว่าการล้างมลทิน นั่นคือการเพิ่มช่องทางการต่อสู้คดีเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวและขอเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร หากสามารถเปิดประตูนิรโทษกรรมในคดีหลักได้ ก็จะนำผลไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในชั้นศาลทันที
ความเกี่ยวโยงของสองคดีนี้คือ ในอดีตศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเห็นว่าเป็นการออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเอง ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม และร่ำรวยผิดปกติ แต่หลังจากนั้น กรมสรรพากรกลับมาประเมินภาษีจากการขายหุ้นอีก 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทักษิณมองว่าเมื่อทรัพย์ถูกริบไปหมดแล้ว การมาเก็บภาษีเพิ่มย่อมเป็นการเรียกเก็บที่ซ้ำซ้อน
หากทักษิณสามารถทะลุกำแพงได้รับนิรโทษกรรมในคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ผลจะส่งตรงไปยังคดีภาษี 1.7 หมื่นล้านโดยอัตโนมัติ และอาจเปิดช่องทางขยายผลไปสู่การทวงคืนทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้านบาท ในอนาคต
ในแง่จังหวะเวลาทางการเมือง การยื่นคำร้องครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ 'โยนหินถามทาง' และหยั่งกระแสสังคมเพื่อใช้เป็นไพ่ต่อรองทางการเมือง ประเด็นสำคัญคือ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลสีน้ำเงิน จังหวะการยื่นเกิดขึ้นในช่วงที่ นายกฯ อนุทิน พร้อมด้วยรัฐมนตรีสายสีน้ำเงิน 18 คน กำลังต้องการเสียงสนับสนุนอย่างแน่นหนาเพื่อรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพลิกขั้วไปตั้ง 'รัฐบาลไฟจราจร' การเดินหมากนี้จึงส่งแรงกระเพื่อมถึงดุลอำนาจในรัฐบาลโดยตรง
นอกจากผลประโยชน์ทางคดีและตัวเลขทรัพย์สินแล้ว อีกหนึ่งรางวัลใหญ่คือการฟื้นคืนสิทธิ์ทางการเมือง หากได้รับการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน อดีตนายกฯ จะปลดล็อกคุณสมบัติต้องห้าม สามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองได้อย่างเป็นทางการ
แม้เจ้าตัวจะระบุว่าต้องการวางมือและใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่การคืนสิทธิ์จะทำให้หลุดพ้นจากข้อหา 'ครอบงำพรรคการเมือง' โดยสิ้นเชิง ส่งผลให้อิทธิพลและสถานะทางการเมืองกลับมาอย่างสมบูรณ์
เมื่อประเมินฉากทัศน์ทางการเมือง หมากตานี้ถูกวางไว้ให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
ที่มา : เนชั่นทีวี