svasdssvasds

ถอดรหัสความขัดแย้ง ดุสิตธานี "สายเลือด" และ "ผู้ถือหุ้น"

ถอดรหัสความขัดแย้ง ดุสิตธานี "สายเลือด" และ "ผู้ถือหุ้น"

เมื่อ "สายเลือด" ปะทะ "ผู้ถือหุ้น" ทายาทดุสิตธานีแถลงเปิดใจ ชี้ปมมรดกเป็นต้นเหตุความร้าวฉาน หวั่นอาณาจักร ธุรกิจโรงแรม ที่สร้างมา 76 ปี จะตกไปอยู่ใต้การควบคุมของคนนอก

SHORT CUT

  • ความขัดแย้งหลักเกิดจากทายาท 3 พี่น้องของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย โดยน้องสาว 2 คนได้ใช้เสียงข้างมากในบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ปลดนายชนินทธ์ โทณวณิก (พี่ชาย) ออกจากตำแหน่งกรรมการ
  • ชนวนเหตุของปัญหามาจากการยกเลิกข้อตกลงแบ่งมรดกและความเห็นต่างเรื่องผลประกอบการ โดยฝ่ายน้องสาวอ้างเรื่องการขาดทุน ขณะที่นายชนินทธ์ชี้แจงว่าเกิดจากการลงทุนในโครงการใหญ่ที่กำลังจะสร้างกำไรเป็นประวัติการณ์
  • นายชนินทธ์แสดงความกังวลว่าความขัดแย้งนี้เป็นการเปิดทางให้ "คนนอก" (โดยพาดพิงถึงกลุ่มเซ็นทรัล) เข้ามาครอบงำกิจการผ่านการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อย

เมื่อ "สายเลือด" ปะทะ "ผู้ถือหุ้น" ทายาทดุสิตธานีแถลงเปิดใจ ชี้ปมมรดกเป็นต้นเหตุความร้าวฉาน หวั่นอาณาจักร ธุรกิจโรงแรม ที่สร้างมา 76 ปี จะตกไปอยู่ใต้การควบคุมของคนนอก

หลังจากที่ ดุสิตธานี (DUSIT) อาณาจักรธุรกิจโรงแรมเก่าแก่ของไทย เผชิญกับความปั่นป่วนจากความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเป็นทายาทของท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยมาเกือบ 80 ปี

วานนี้ (27 ส.ค. 68) ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และเป็นหนึ่งในทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ตัดสินใจแถลงต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก หลังเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว

“ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว”

วาระนี้ SPRiNG ชวนถอดรหัสความขัดแย้งของทายาทดุสิตธานี ปมร้าวที่เกิดขึ้นระหว่าง 3 พี่น้อง คือ ชนินทธ์, สินี และ สุนงค์ ซึ่งเป็นทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย นั้นเกิดมาจากสาเหตุใดกันแน่ รวมถึงข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ ชนินทธ์ โทณวณิก ได้ชี้แจงไว้วานนี้ (27 ส.ค. 68)

ส่วนคำถามที่น่าสนใจที่ว่า ทำไมความขัดแย้งในครอบครัวจึงขยายวงกว้างจนกลายเป็น “ศึกชิงอาณาจักรดุสิตธานี” และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบริษัทที่กำลังจะทำกำไรครั้งประวัติการณ์ หาคำตอบได้ที่บทความชิ้นนี้

เปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

ต้องเท้าความก่อนว่า บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 49.74% จำนวน 422,821,310 หุ้น และภายใต้บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด สัดส่วนหุ้นจำนวนนี้ถูกจัดสรรปันส่วนให้กับ 3 พี่น้อง ซึ่งเป็นทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ได้แก่

  • กลุ่มตระกูลโทณวณิก ถือหุ้นรวม 26.66% โดย ชนินทธ์ โทณวณิก บุตรชายคนโต ถือหุ้น 25.40% ส่วนที่เหลือเป็นของณัฐพร ศิรินันท์ และ ศิรเดช โทณวณิก ถือคนละ 0.42%
  • กลุ่มตระกูลเธียรประสิทธิ์ ถือหุ้นรวม 26.65% โดย สินี เธียรประสิทธิ์ บุตรสาวคนกลาง ถือหุ้น 26.57% ส่วนที่เหลือเป็นของณัฐสิทธิ พัฒนีพร ลลิตา และ ภมรศักดิ์ เธียรประสิทธิ์
  • กลุ่มตระกูลสาลีรัฐวิภาค ถือหุ้นรวม 21.68% โดย สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค บุตรสาวคนเล็ก ถือหุ้น 21.62% ที่เหลือเป็นของชลิตา ภัทรพรรณ ภัทรพร และ ภัทร สาลีรัฐวิภาค
  • และที่เหลืออีก 24.99% เป็นสัดส่วนของกองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

และนี่คือโฉมหน้าผู้ถือหุ้นอื่น ๆ ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

  • บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 145,238,320 หุ้น (17.09%)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน 34,500,000 หุ้น (4.06%)
  • วิชิต ชินวงศ์วรกุล 32,886,000 หุ้น (3.87%)
  • จารุณี ชินวงศ์วรกุล 17,793,300 หุ้น (2.09%)

ชวนไล่เรียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

คุณชนินทธ์ โทณวณิก ในฐานะทายาทผู้ดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด มานานกว่า 30 ปี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาไม่ได้มาจากผลประกอบการของบริษัทดุสิตธานี แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว หลังจากท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้เป็นมารดาและผู้ก่อตั้ง ได้จากไป

 

ผลกระทบที่ลุกลามมาถึงดุสิตธานี

อ้างอิงจากคำแถลงของนายชนินทธ์ โทณวณิก ระบุว่าท่านผู้หญิงชนัตถ์ได้มอบหมายให้เขาเป็นผู้ดูแลกิจการหลักของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี มานานกว่า 30 ปี โดยมีอำนาจการลงนามหลักในการตัดสินใจ

หลังจากท่านผู้หญิงฯ เสียชีวิต น้องๆ ทั้งสองคนได้ร่วมกันใช้เสียงข้างมากโหวตเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจนี้ จากนั้นจึงได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งกรรมการในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงบริษัทอื่นๆ ในกองมรดก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

ในช่วงโควิด-19 ทายาททั้งสามคนเคยมีข้อตกลงเบื้องต้นที่จะแบ่งทรัพย์สินมรดกกัน โดย นายชนินทร์ โทณวณิก จะได้รับหุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี

ส่วนน้องสาวทั้งสองคือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค จะได้รับหุ้นในบริษัท ปิยะศิริ จำกัด (โรงพยาบาลสุขุมวิท) และบริษัท ธนจิรัง จำกัด (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) แต่ในภายหลังข้อตกลงนี้ถูกยกเลิก ซึ่ง นายชนินทร์ เชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่โครงการ ดุสิต เรสซิเดนเซสมียอดขายดีกว่าที่คาดไว้หลังช่วงโควิด-19

“ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร” นายชนินทร์ กล่าวเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68

“ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย”


ย้อนปมเปลี่ยนกรรมการ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา รายงานข่าวจากบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง ความตอนหนึ่งระบุว่า งบการเงินของดุสิตธานีมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 5 ปี จนมียอดขาดทุนสะสมสูงถึง 1,254 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียนบริษัทที่มีเพียง 850 ล้านบาท จึงทำให้บริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเคยได้รับเงินปันผลปีละ 80 ล้านบาท ไม่ได้รับเงินปันผลเลยมากว่า 5 ปี

ทางบริษัทยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะทำร้ายหรือทำลายบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีแต่จะให้การสนับสนุนให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

สำหรับกรณีที่บริษัทลงมติไม่เห็นด้วยกับการให้เลือกตั้งกรรมการที่ออกตามวาระทั้ง 4 คนกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งนั้น บริษัทขอชี้แจ้งว่า แม้กรรมการทั้ง 4 คนจะมีความรู้ความสามารถ แต่ผลประกอบการที่ผ่านมาของดุสิตธานีกลับขาดทุนต่อเนื่อง กรรมการทั้ง 4 คนยังดำรงตำแหน่งมานานมากแล้ว บางคน 12 ปี บางคน 10 ปี จึงควรให้มีการเลือกตั้งบุคคลอื่นเข้ามาเป็นกรรมการชุดใหม่แทน เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทได้คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถช่วยฟื้นฟูกิจการให้กลับมาทำกำไรได้
 

การเปลี่ยนแปลงกรรมการและการพยายามเข้าครอบงำกิจการ

นายชนินทธ์ โทณวณิก มองว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจาก

  • มีการเสนอชื่อกรรมการใหม่ที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ กลุ่มเซ็นทรัล
  • มีการเปลี่ยนอำนาจการลงนามจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ซึ่งอาจทำให้คนนอกเข้ามาควบคุมกิจการของดุสิตธานีได้ทันที
  • มีการพยายามผลักดันให้แบ่งขายหุ้นของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ให้กับคนนอก ทั้งที่ข้อบังคับบริษัทไม่อนุญาต ซึ่งเขามองว่าเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอย่างไม่ถูกต้อง

 

ความจริงเกี่ยวกับผลประกอบการและอนาคตของดุสิตธานี

คุณชนินทธ์ โทณวณิก ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการขาดทุนไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด โดยยืนยันว่าการขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้านบาท รวมถึงการลงทุนและพยายามประคับประคองกิจการในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยไม่ได้เพิ่มทุนเพื่อผลักภาระไปให้ผู้ถือหุ้น

ปัจจุบัน โครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค กำลังใกล้เสร็จสมบูรณ์ และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม โดยโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดี ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียม ดุสิต เรสซิเดนเซส ขายไปแล้วกว่า 92% และกำลังจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้การโอนในปีหน้า ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเริ่มมีกำไรอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ย้อนรอยความพยามแทรกแซงผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.ดุสิตธานี

นายชนินทธ์กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัล เคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของดุสิตธานีหลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งเคยเข้าซื้อหุ้นจนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้ทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรในโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งเขาต้องเจรจาขอให้ขายหุ้นออกครึ่งหนึ่งและไม่ส่งคนเข้าเป็นกรรมการ เนื่องจากธุรกิจมีความทับซ้อนกัน

นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าการหารือกันระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสอง อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในโครงการ ดุสิต เรสซิเดนเซส ที่มียอดขายไปแล้วกว่า 92% และกำลังจะเริ่มโอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ปกป้องอนาคตของดุสิตธานี

คุณชนินทร์ โทณวณิก ยืนยันว่าการต่อสู้ของเขาไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการปกป้อง ดุสิตธานี ซึ่งเป็นแบรนด์และมรดกทางจิตวิญญาณของครอบครัวที่สร้างมากว่า 76 ปี

เขามองว่าความพยายามเปลี่ยนกรรมการชุดใหม่จาก 12 คน เป็น 18 คน และเปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนาม เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม และจะทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปสู่ “คนนอก” ที่ไม่เข้าใจความเป็นดุสิตธานีอย่างแท้จริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อบริษัทอย่างมาก

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังสร้างความไม่แน่นอนและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย เจ้าของโรงแรม ลูกค้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อห้องชุดในโครงการ ดุสิต เรสซิเดนเซส ที่มีความเชื่อมั่นในคณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน

“ผมขอยืนยันว่าดุสิตธานีจะต้องเป็นบริษัทที่มีความอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทอื่น จึงจะสามารถสืบสานเจตนารมณ์ และหลักการที่ดีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ในการเน้นเอกลักษณ์ และความเป็นไทย และให้คุณค่าความสำคัญกับกับการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย"

“ผมขอสัญญาว่า ผมยังจะไม่ไปไหน  และจะยังอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และถ้าหากสามารถปลดผมได้ ผมก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารดุสิตธานีเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน”

“รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม ผมจะคอยทำหน้าที่จับตา และเฝ้าดู กรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึง ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related