
SHORT CUT
โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จุดประเด็นร้อนเรื่องเพศสภาพขึ้นมาอีกครั้ง โดยกล่าวพาดพิงถึง "อิมาน เคลิฟ" เจ้าของเหรียญทองมวยสากลโอลิมปิก ปารีส 2024 ในเชิงล้อเลียน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จุดประเด็นร้อนเรื่องเพศสภาพขึ้นมาอีกครั้ง โดยกล่าวพาดพิงถึง "อิมาน เคลิฟ" เจ้าของเหรียญทองมวยสากลโอลิมปิก ปารีส 2024 ในเชิงล้อเลียน พร้อมยกเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญทางการเมืองในการสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 และปูทางสู่โอลิมปิก 2028 ที่สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพ
ระหว่างการกล่าวปราศรัยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ผู้นำสหรัฐฯ ได้หยิบยกประเด็นการกีดกันนักกีฬาข้ามเพศออกจากกีฬาหญิงมาเป็นหัวข้อหลัก โดยเขาได้ยกตัวอย่างกีฬายกน้ำหนักและมวยสากล พร้อมระบุว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปารีสเกมส์นั้นเป็นเรื่อง "น่าขันสิ้นดี" และเป็นการ "ลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้หญิง"
แม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อโดยตรงในบางช่วง แต่บริบทที่ทรัมป์กล่าวถึงนั้นพุ่งเป้าไปที่ อิมาน เคลิฟ (Imane Khelif) นักชกชาวแอลจีเรียอย่างชัดเจน
ทรัมป์บรรยายถึงการแข่งขันแมตช์หนึ่งโดยอ้างว่า "นักชกที่ผ่านการข้ามเพศ" ได้ไล่ต้อนคู่ต่อสู้หญิงจนมุม อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขัดแย้งกับข้อมูลของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ซึ่งยืนยันว่าเคลิฟลงแข่งขันในประเภทหญิงมาโดยตลอด และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเธอเป็น "คนข้ามเพศ" (Transgender) ตามที่ถูกกล่าวหา
กรณีของเคลิฟกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลกในช่วงโอลิมปิก 2024 เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับภาวะเพศกำกวม (Intersex) ซึ่งทำให้เธอมีระดับฮอร์โมนเพศชายและโครโมโซม XY แตกต่างจากเพศหญิงทั่วไป แต่ในทางกฎหมายและเอกสารหนังสือเดินทาง เธอคือผู้หญิงตั้งแต่กำเนิด
ที่เคลิฟเป็นที่รู้จักกันดี เพราะ เส้นทางสู่เหรียญทองรุ่น 66 กิโลกรัมของเคลิฟ เต็มไปด้วยดราม่าและความกดดัน รวมถึงรอบรองชนะเลิศที่เธอเอาชนะ "บี" จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกทีมชาติไทย 5-0 เสียงด้วย ก่อนที่จันทร์แจ่มจะคว้าเหรียญทองแดงกลับบ้าน ซึ่งในขณะนั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความได้เปรียบทางสรีระของเคลิฟก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลมีเดีย ณ เวลานั้น
เดิมพันการเมือง: จากเลือกตั้งกลางเทอม สู่ LA 2028
นักวิเคราะห์มองว่า การที่ทรัมป์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงความเห็นส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ห้ามไม่ให้นักกีฬาที่ถือกำเนิดเป็นเพศชายเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหญิง โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะ "ไม่ยืนดูผู้ชายเอาเปรียบผู้หญิง" และตั้งเป้าจะจัดระเบียบเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่มหกรรมโอลิมปิก 2028 ที่ LA จะเปิดฉากขึ้น
ในการปราศรัยครั้งนี้ ทรัมป์ยังใช้ประเด็น "นโยบายทางเพศ" ควบคู่ไปกับเรื่องสาธารณสุขและการปฏิรูปการเลือกตั้ง เพื่อกระชับความสามัคคีภายในพรรครีพับลิกัน โดยเขาเตือนสมาชิกพรรคด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ให้ได้
"หากพรรคสูญเสียการควบคุมสภาคองเกรส พรรคเดโมแครตจะสรรหาเหตุผลมาถอดถอนผมออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน" ทรัมป์กล่าวเตือนลูกพรรค
การผูกโยงประเด็นดราม่ากีฬาระดับโลกเข้ากับความอยู่รอดทางการเมือง สะท้อนให้เห็นว่า "สงครามวัฒนธรรม" (Culture War) จะยังคงเป็นอาวุธหลักที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการขับเคลื่อนฐานเสียง ทั้งในเวทีการเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศต่อไป
ที่มา : reuters