svasdssvasds

Nation Election 2569 เปิดเวทีถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยกับ 3 พรรค

Nation Election 2569 เปิดเวทีถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยกับ 3 พรรค

Nation Election 2569 เปิดเวทีนโยบายการศึกษา ชวน 3 พรรคการเมือง กางพิมพ์เขียวอนาคตเด็กไทย ก่อนวันเด็กแห่งชาติ ผ่านเวที“จุดเปลี่ยนประเทศไทย”

ก่อนจะถึงวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องช่วยกันตอบ คือ การศึกษาไทยกำลังพาเด็กไทยไปสู่อนาคตแบบไหน และ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จะเริ่มต้นจากห้องเรียนได้จริงหรือไม่

เวที NATION ELECTION เปิดพื้นที่สนทนานโยบายครั้งสำคัญ ชวนประชาชนร่วมแกะรอยแนวคิดและวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาจาก 3 พรรคการเมือง ที่จะมากางพิมพ์เขียวอนาคตของเด็กไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้งปี 2569

เวทีนี้จะได้ฟังมุมมองจากตัวแทนพรรคการเมืองที่มีบทบาทและประสบการณ์ด้านการศึกษาโดยตรง ได้แก่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์, และพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน

Nation Election 2569 เปิดเวทีถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยกับ 3 พรรค

การศึกษาไทยไม่ด้อย แต่ต้องทำให้เท่าเทียมทั้งประเทศ

เริ่มต้นที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ใช่ “คุณภาพคน” และไม่ใช่ “ความด้อยทางสติปัญญา” หากแต่เป็นเรื่องของ ความไม่พร้อมและความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

“การศึกษาไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่เราเดินช้ากว่าประเทศอื่น” คุณหญิงกล่าว พร้อมชี้ว่า ประเทศพัฒนาแล้วสามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับการเรียนรู้และผลิตกำลังคนให้สอดรับกับอุตสาหกรรมได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ประเทศไทยยังติดกับดักของข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่

คุณหญิงกัลยาเล่าย้อนถึงวัยเด็กของตนเองที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ชีวิตในวันนั้นห่างไกลจากความสะดวกสบาย ต้องเดินไปโรงเรียน หลังจากซักผ้าที่คลอง กินข้าว และออกเดินเท้าไปเรียน ในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา การอ่านหนังสือต้องอาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมัน

“ถ้าเอาชีวิตแบบนั้นไปเทียบกับเมืองนอก มันเทียบไม่ได้ เพราะเขาเจริญก้าวหน้ากว่าเรา” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ประสบการณ์นั้นกลับกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้คุณหญิงเชื่อมั่นว่า การศึกษาไทยสามารถพาคนจากจุดเริ่มต้นที่ต่ำมาก ไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้จริง

จากโรงเรียนวัด ใช้กระดานชนวน ดินสอหิน สู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เส้นทางชีวิตของเธอคือคำยืนยันว่า “ระบบการศึกษาไทยไม่เคยด้อยกว่าใคร”

คุณหญิงกัลยาปฏิเสธแนวคิดที่ดูถูกศักยภาพของคนไทย โดยระบุว่า หากการศึกษาไทยด้อยจริง เธอคงไม่มีทางมายืนอยู่บนเวทีนโยบายระดับชาติได้

“อย่าไปเสียใจว่าคนไทยไม่เก่ง ถ้าคนไทยไม่เก่ง ดิฉันคงมาไม่ถึงตรงนี้”

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ชัดว่า สิ่งที่ทำให้การศึกษาไทยยังไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุด คือ ความไม่เท่าเทียมทั้งประเทศ โรงเรียนในเมืองใหญ่กับโรงเรียนชนบทเริ่มต้นบนถนนคนละสาย โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยี ล้วนแตกต่างกันตั้งแต่ต้นทาง

แก่นความคิดสำคัญที่คุณหญิงกัลยาพยายามสื่อ คือ ประเทศไทยต้องเลิกมองการศึกษาไทยด้วยสายตาด้อยค่า และหันมายอมรับความจริงว่า สิ่งที่เราขาดไม่ใช่ความสามารถของคน แต่คือ การลงทุนที่ทำให้โอกาสเท่าเทียมกันทั้งประเทศ

Nation Election 2569 เปิดเวทีถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยกับ 3 พรรค

นโยบายการศึกษา รัฐต้องเป็นตัวเชื่อม

พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน เสนอแนวทางนโยบายการศึกษา 3 หัวใจหลัก การศึกษาไทย ต้องเป็นการศึกษาที่ 'มีความหมาย" , การศึกษาที่ 'มีความสุข' และ การเรียนรู้ที่ 'ไม่มีที่สิ้นสุด' โดยรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม  ทำหน้าที่เป็น Shopee: รัฐเป็นเหมือนตลาดกลาง ,เป็น Garmin: ระบบจะทำหน้าที่วิเคราะห์สมรรถนะผู้เรียน  ,และเป็น Tinder: เมื่อเรียนจบ ระบบจะทำหน้าที่ "จับคู่" (Match) ทักษะของผู้เรียน

พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ฉายภาพวิกฤตและทางออกผ่านนโยบายการศึกษาชุดใหม่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื้อรังของการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องของ "ความขาดแคลน" แต่เป็นกับดักของ "ประสิทธิภาพ" ที่ล้มเหลว พร้อมเสนอโมเดลใหม่ที่จะเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ผู้สั่งการ" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

"การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ทักษะต่างๆ ถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง" พริษฐ์เริ่มต้นด้วยการวินิจฉัยโรคที่รุมเร้าระบบการศึกษาไทย

เขาย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนชั่วโมงเรียน ในทางตรงกันข้าม ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัดฉีดงบประมาณมหาศาล และเด็กไทยใช้เวลาในห้องเรียนมากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง

"ครูทำงานหนัก แต่เกือบครึ่งหนึ่งของเวลาชีวิตใช้ไปกับภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน" นี่คือภาพสะท้อนของความสูญเปล่าที่พริษฐ์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไข โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาชนจึงไม่ใช่การเพิ่มปริมาณ แต่คือการ "เพิ่มประสิทธิภาพ" ผ่าน 3 เสาหลัก: มีความหมาย, มีความสุข และไม่มีที่สิ้นสุด

ประเด็นที่  1: การศึกษาที่ "มีความหมาย" (Meaningful Education)

เพื่อทลายกำแพงห้องเรียนแบบเดิม นโยบายมุ่งเน้นการปรับหลักสูตรให้ทันโลก:

บูรณาการความรู้: ลดการเรียนแยกวิชาที่จำเจ เน้นการบ่มเพาะทักษะที่นำไปใช้ได้จริง

คืนครูให้ห้องเรียน: นี่คือวาระเร่งด่วน โดยการใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาจัดการงานธุรการที่ไม่จำเป็น พร้อมแก้กฎหมายลางานและประเมินผล เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสที่เด็กอย่างแท้จริง

AI รายบุคคล: นำปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์เส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ของเด็กแต่ละคน เพราะเด็กทุกคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน

ประเด็นที่ 2: การศึกษาที่ "มีความสุข" (Happy Education)

"ผู้ปกครองต้องไม่ทุกข์จากการส่งลูกเรียน" คือคำมั่นสัญญาที่พริษฐ์เน้นย้ำ

เรียนฟรีต้องฟรีจริง: ขจัดค่าใช้จ่ายแฝง และค่าบำรุงรักษายุบยับที่สร้างภาระให้ผู้ปกครอง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเป็นธรรม

สุขภาพใจสำคัญเท่าวิชาการ: การมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพื่อรองรับปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นที่ 3: การเรียนรู้ที่ "ไม่มีที่สิ้นสุด" (Lifelong Learning)

ไฮไลท์สำคัญของนโยบายชุดนี้ คือการมองการศึกษาทะลุกรอบโรงเรียน ไปสู่คนวัยทำงานและประชาชนทั่วไป โดยพริษฐ์เปรียบเทียบวิสัยทัศน์การสร้าง "แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ" ไว้อย่างน่าสนใจ โดยรัฐจะลดบทบาทจากผู้สร้างแพลตฟอร์มสะเปะสะปะ (ที่มีอยู่กว่า 15 แพลตฟอร์มในปัจจุบัน) ให้เหลือเพียงระบบนิเวศเดียวที่ทรงพลัง โดยทำหน้าที่ 3 ประการ:

ทำหน้าที่เป็น Shopee: รัฐเป็นเหมือนตลาดกลาง (Marketplace) คัดกรองคอร์สฝึกทักษะคุณภาพจากเอกชนและสถาบันต่างๆ มาให้ประชาชนเลือกช้อป

ทำหน้าที่เป็น Garmin: ระบบจะทำหน้าที่วิเคราะห์สมรรถนะผู้เรียน ว่าขาดทักษะด้านไหน และต้องเติมอะไร

ทำหน้าที่เป็น Tinder: เมื่อเรียนจบ ระบบจะทำหน้าที่ "จับคู่" (Match) ทักษะของผู้เรียน ให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาดแรงงาน

เพื่อขับเคลื่อนสิ่งนี้ รัฐจะสนับสนุน "คูปองเปิดโลก" (2,000 บาท/ปี) ให้นักเรียนไปเรียนรู้นอกห้องเรียน และ "คูปองฝึกทักษะ" สำหรับคนวัยทำงาน ที่ไม่เพียงช่วยค่าเรียน แต่ยังรวมถึง "ค่าชดเชยค่าเสียโอกาส" ในระหว่างที่ลามาฝึกทักษะอีกด้วย

นอกเหนือจากโครงสร้างระยะยาว พริษฐ์ยังแตะปัญหาเฉพาะหน้าที่เปราะบาง ทั้งปัญหาเด็กหลุดจากระบบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากภัยพิบัติ (เช่น น้ำท่วม หรือความไม่สงบชายแดน)

แนวทางคือการ "ปฏิรูปงบประมาณ" เพื่ออุ้มโรงเรียนขนาดเล็ก และมาตรการฟื้นฟู 3 ด้านสำหรับพื้นที่ประสบภัย: ฟื้นฟูการเรียนรู้ (วัดผลรายบุคคล), ฟื้นฟูจิตใจ (ดูแลความเครียด) และฟื้นฟูการเงิน (แก้ระเบียบราชการที่ล่าช้า)

ในตอนท้าย พริษฐ์ วัชรสินธุ ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่ชวนขบคิดว่า เรามักมองเด็กเป็น "อนาคต" ของชาติ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาคือ "ปัจจุบัน"

การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่แค่การเตรียมพร้อมเพื่อวันพรุ่งนี้ แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในวันนี้ วันที่เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ ครูมีความสุขกับการสอน และคนวัยทำงานมีความมั่นใจที่จะปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลง

นี่คือเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคประชาชน ที่ต้องการพิสูจน์ว่า "การศึกษาไทย" สามารถเปลี่ยนจาก "ภาระ" ให้กลายเป็น "โอกาส" ได้จริง หากกล้าที่จะรื้อระบบและคิดใหม่

Nation Election 2569 เปิดเวทีถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยกับ 3 พรรค

คืนครูสู่นักเรียนอย่างแท้จริง 

ต่อมาเป็นประเด็นปลุกไฟในตัวครูให้มีกำลังใจสอนนักเรียน ซึ่ง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่เริ่มจากการทำให้ “ครูได้กลับไปทำหน้าที่ของครูอย่างแท้จริง”

หัวใจสำคัญของนโยบาย “ครูยิ้มได้” คือการตั้งคำถามกับระบบประเมินผลครูแบบเดิม ที่วัดความสำเร็จผ่านเอกสารกองโต รายงานจำนวนมาก และภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

ทั้งสองพรรคมองตรงกันว่า วิธีคิดเช่นนี้ ไม่เป็นธรรมกับใครเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวครูเองที่หมดพลังไปกับงานธุรการ หรือเด็กนักเรียนที่สูญเสียเวลาและความใส่ใจที่ควรได้รับในห้องเรียน

แนวทางที่เสนอคือ

  • จ้างบุคลากรธุรการโดยเฉพาะ เพื่อแบ่งเบาภาระครู
  • ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เข้ามาจัดการงานเอกสารที่ไม่สร้างคุณค่าเชิงการเรียนรู้
  • ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ครูมี “เวลา” กลับคืนสู่ห้องเรียน

“ครูต้องคืนให้กับนักเรียน ไม่ใช่คืนให้กับแฟ้มเอกสาร” คือหลักคิดที่สะท้อนชัดในนโยบายนี้

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทั้งคุณหญิงกัลยาและดร.การดีเน้นย้ำ คือ บทบาทใหม่ของครู ในศตวรรษที่ 21

ครูไม่ควรเป็นเพียงผู้บอกเล่า ตัดสิน หรือให้เกรด แต่ควรเป็น

“ผู้ออกแบบการเรียนรู้” ที่ทำงานร่วมกับเด็ก

การเรียนรู้ควรยืดหยุ่น แตกต่างตามบริบทของพื้นที่ โรงเรียน และชุมชน เพราะความต้องการของเด็กในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน นโยบายจึงสนับสนุนให้ครูสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ ไม่ว่าครูจะอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพสูง และเติบโตไปพร้อมกับนักเรียนได้

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการนำ แพลตฟอร์ม AI tutor มาใช้เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่ แต่ให้ผลลัพธ์เชิงคุณภาพสูง

AI tutor จะช่วยครู

  • วิเคราะห์ความถนัดและจุดอ่อนของนักเรียนเป็นรายบุคคล
  • ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน
  • ลดการวัดเด็กด้วยไม้บรรทัดเดียวอย่างเกรด A–F

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพและความฝันต่างกัน และระบบการศึกษาที่ดีต้องเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างนั้นได้เติบโต ไม่ใช่บีบให้เหมือนกันทั้งหมด

ที่สำคัญ เทคโนโลยีไม่ได้ลดบทบาทครู แต่กลับ จุดประกายความเป็นครู ให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะครูจะได้ใช้เวลาไปกับการดูแล เข้าใจ และพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง

เมื่อครูได้รับการประเมินอย่างเป็นธรรม ครูก็จะเติบโตทางวิชาชีพไปพร้อมกับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และระบบการศึกษาจะกลับมาเป็นพื้นที่ที่ทั้งครูและนักเรียน “ยิ้มได้” อย่างแท้จริง

 

related