svasdssvasds

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

หลังสงคราม 12 วันในเดือน มิ.ย. 2025 และการสูญเสีย “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่าเตหะรานปรับหลักนิยมทางทหารจากการตั้งรับสู่ความก้าวร้าวเชิงอสมมาตร ใช้ขีปนาวุธ โดรน และเครือข่ายตัวแทนเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อรักษาความอยู่รอดของระบอบการปกครอง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าเตหะราน วอชิงตัน และเทลอาวีฟ จะยืนหยัดในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้นานเพียงใด

SHORT CUT

  • อิหร่านปรับยุทธศาสตร์การทหารจากเชิงรับเป็น "การรุกแบบอสมมาตร" เพื่อตอบโต้แรงกดดันและภัยคุกคามจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
  • ยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งเน้นการใช้ขีปนาวุธ โดรน และกองกำลังตัวแทน เพื่อสร้างภาระให้กับระบบป้องกันของศัตรูและยกระดับความขัดแย้งอย่างมีการคำนวณ
  • เป้าหมายหลักคือการเอาตัวรอดของระบอบการปกครอง ฟื้นฟูศักยภาพการป้องปราม และใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกผ่านการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

หลังสงคราม 12 วันในเดือน มิ.ย. 2025 และการสูญเสีย “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่าเตหะรานปรับหลักนิยมทางทหารจากการตั้งรับสู่ความก้าวร้าวเชิงอสมมาตร ใช้ขีปนาวุธ โดรน และเครือข่ายตัวแทนเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อรักษาความอยู่รอดของระบอบการปกครอง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าเตหะราน วอชิงตัน และเทลอาวีฟ จะยืนหยัดในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้นานเพียงใด

อิหร่านดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นให้กับการสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน หลังเผชิญการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้น และเปิดฉากตอบโต้ในสิ่งที่เรียกว่าเป็นปฏิบัติการรุกรานที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพแห่งสาธารณรัฐอิสลามต่ออิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย นับตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านมุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าว เพื่อเป็นการตอบโต้ ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ระหว่างสงคราม 12 วันของอิหร่านกับอิสราเอล เตหะรานยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวนมากมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและฐานทัพอากาศ อัล อูเดด (Al Udeid) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ โดยขีปนาวุธส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นและทำลายได้ ขณะเดียวกันการโจมตีดังกล่าวมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการตอบโต้เพื่อรักษาหน้ามากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง กล่าวว่า อิหร่านได้ปรับปรุงยุทธศาสตร์ทางทหารให้มีความก้าวร้าวมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การอยู่รอดของสาธารณรัฐอิสลาม

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

โครงสร้างทางทหารของอิหร่านเป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นทำความเข้าใจโครงสร้างทางทหารของอิหร่านกันก่อน อำนาจทางทหารของอิหร่านมักถูกอธิบายว่ามีความคลุมเครือและซับซ้อน เนื่องจากประเทศนี้ดำเนินการผ่านกองทัพคู่ขนาน มีหน่วยข่าวกรองหลายหน่วย และมีโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ซึ่งทั้งหมดขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุด ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธทั้งหมด

 

 

กองทัพคู่ขนานประกอบด้วย “อาร์เทช” (Artesh)  หรือกองทัพประจำการของอิหร่าน รับผิดชอบด้านการป้องกันดินแดน น่านฟ้า และการทำสงครามแบบดั้งเดิม และ IRGC ซึ่งมีบทบาทเกินกว่าการป้องกันประเทศ และรวมไปถึงการปกป้องโครงสร้างทางการเมืองของอิหร่านด้วย

IRGC ยังควบคุมน่านฟ้าและคลังอาวุธโดรนของอิหร่าน ซึ่งได้กลายเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การป้องปรามของอิหร่านต่อการโจมตีจากอิสราเอลและสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบอกเปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า โครงสร้างทางทหารที่ซับซ้อนเช่นนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่อิหร่านจงใจสร้างขึ้นเพื่อปกป้องประเทศจากทั้งภัยคุกคามภายนอกและภายใน เช่น การรัฐประหาร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและอดีตเจ้าหน้าที่ทหารรายหนึ่งที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า ยุทธศาสตร์ทางทหารของอิหร่านมีที่มาจากโครงสร้างทางการเมือง เป้าหมายทางการเมืองของอิหร่านคือการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเอง และหยุดยั้งการแทรกแซงจากต่างชาติที่มุ่งเป้าจะล้มล้างระบบการปกครองของพวกเขา

อิหร่านตอบโต้การโจมตีอย่างไร?

หลังเผชิญการโจมตีที่ประสานงานกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลถล่มอิหร่าน เมื่อวันเสาร์ เตหะรานล้างแค้นอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียด้วยการใช้โดรนพลีชีพตระกูลชาเฮด (Shahed) อากาศยานรบไร้คนขับ (UCAVs) ของอิหร่านจำนวนหลายพันลำและขีปนาวุธนำวิถีความเร็วสูงหลายพันลูก

แม้ว่าอิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะสกัดกั้นขีปนาวุธเหล่านี้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่บางส่วนก็ได้โจมตีถูกทรัพย์สินทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน นอกจากนี้ เศษซากจากการสกัดกั้นยังตกลงในพื้นที่พลเรือนบางแห่งด้วย

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

 

ยุทธศาสตร์ของอิหร่านในที่นี้คืออะไร?

“จอห์น ฟิลลิปส์” (John Phillips) ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความเสี่ยง ชาวอังกฤษ และอดีตหัวหน้าครูฝึกทหาร เปิดเผยกับอัลจาซีรา ว่า ยุทธศาสตร์ทางทหารในปัจจุบันของอิหร่านคือการเอาตัวรอดจากแรงกดดันอย่างหนักของอิสราเอลและสหรัฐฯ การสร้างขีดความสามารถหลักขึ้นมาใหม่ และการฟื้นฟูการป้องปรามด้วยการยกระดับความขัดแย้งแบบอสมมาตร (Asymmetric Escalation) ที่มีการคำนวณมาอย่างดี ผ่านขีปนาวุธ โดรนและกองกำลังตัวแทน

ยุทธศาสตร์ทางทหารประการแรกมุ่งเน้นไปที่ความทนทานแบบอสมมาตร (Asymmetric Endurance) ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเมืองขีปนาวุธ (โครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันที่อิหร่านใช้เพื่อปกป้องขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธร่อนจากการโจมตีทางอากาศ) การกระจายโครงสร้างการบังคับบัญชา และการยอมรับความเสียหายในเบื้องต้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ครั้งที่ 2 แทนที่จะพยายามป้องกันการโจมตีทั้งหมด

การทำให้พื้นที่ภูมิภาคอิ่มตัวด้วยการโจมตีและการทำสงครามตัวแทนก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านกำลังใช้การยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวนมหาศาลและโดรนพลีชีพ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกองกำลังพันธมิตรที่เหลืออยู่ทั่วตะวันออกกลาง เพื่อทำให้ทรัพยากรการป้องกันขีปนาวุธของอิสราเอลและสหรัฐฯ ให้ตึงตัว และสร้างภาระความเสียหายไปทั่วทั้งภูมิภาค

“ฟิลลิปส์” เสริมว่า อิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางทหารเพื่อยกระดับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกจากสงคราม และเพื่อกดดันรัฐบาลชาติตะวันตกและประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย

ราว 20% – 30% ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้อาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอน และข้อมูลการเดินเรือจากวันอาทิตย์แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 150 ลำ รวมถึง เรือน้ำมันดิบและเรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทิ้งสมอในน่านน้ำเปิดของอ่าวที่อยู่นอกช่องแคบแล้ว

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

ยุทธศาสตร์นี้แตกต่างจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วอย่างไร?

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อิหร่านและอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้เผชิญหน้ากันในสงคราม 12 วัน

สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2025 เมื่ออิสราเอลเปิดการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน สังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และผู้บัญชาการทหารคนสำคัญ

อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธนำวิถีหลายร้อยลูกมุ่งเป้าไปที่เมืองต่างๆ ของอิสราเอล และในวันต่อๆ มาอิสราเอลและอิหร่านผลัดกันยิงขีปนาวุธใส่กัน ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าความสูญเสียในอิหร่านจะสูงมาก แต่ในอิสราเอลมีจำนวนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มีขีปนาวุธบางลูกที่สามารถทะลุผ่านระบบ “Iron Dome” ระบบป้องกันภัยทางอากาศอันเลื่องชื่อของอิสราเอลเข้าไปได้

สหรัฐฯ กระโดดเข้าร่วมในการปะทะทางทหาร เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ด้วยการโจมตีด้วยระเบิดทำลายบังเกอร์ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ในเมืองนาทานซ์ (Natanz) ฟอร์โดว์ (Fordow) และอิสฟาฮาน (Isfahan) ของอิหร่าน หลังจากนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ อออกมาอ้างว่า ศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลายลงแล้ว

ในที่สุด สหรัฐฯ ก็เป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เกิดการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอากาศอัล อูเดดในกาตาร์ ฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ฟิลลิปส์” กล่าวว่า นับตั้งแต่นั้นมา เตหะรานได้เปลี่ยนหลักการทางทหารจากยุทธศาสตร์การสกัดกั้นเชิงป้องกันเป็นหลักไปสู่ยุทธศาสตร์การรุกแบบอสมมาตรอย่างชัดเจน โดยระบุว่า สงครามในเดือนมิถุนายน 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเผชิญหน้าที่อาศัยตัวแทนเป็นหลักไปสู่การแลกเปลี่ยนการโจมตีโดยตรงที่มีความรุนแรงสูงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล โดยมีสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2025 ปัจจุบัน อิหร่าน ดูเหมือนจะมีความก้าวร้าวเชิงโครงสร้างมากขึ้นในด้านหลักนิยม โดยยอมรับอย่างเป็นทางการถึงการใช้ขีปนาวุธระดับภูมิภาค โดรน การโจมตีทางไซเบอร์ และการบีบบังคับด้านพลังงาน (การมุ่งเป้าโจมตีหรือตัดขาดทรัพยากรพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน) ที่รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ในทางปฏิบัติอิหร่านยังคงถูกจำกัดด้วยความเสียหายจากการสู้รบ มาตรการคว่ำบาตร และความไม่มั่นคงภายใน

“ฟิลลิปส์” ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นและมีลักษณะที่ชอบยกระดับความขัดแย้งมากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แต่ขีดความสามารถที่เสื่อมถอยลงและความกลัวที่จะจุดชนวนให้เกิดการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดของระบอบการปกครองอย่างสิ้นเชิง ทำให้เตหะรานถูกผลักไปสู่การระเบิดความก้าวร้าวเป็นระลอกๆ ที่มีการคำนวณมาแล้ว มากกว่าการทำสงครามที่มีความรุนแรงสูงอย่างถาวร พร้อมเสริมว่า การตอบโต้ของอิหร่านในตอนนี้น่าจะคล้ายคลึงกับช่วงหลังการสังหาร “คาเซ็ม สุเลมานี” (Qassem Soleimani) นายพลระดับสูงของอิหร่าน

ในเดือนมกราคม 2020 หลังจากรัฐบาลทรัมป์สังหารพลตรีสุเลมานี ผู้บัญชาการทหารของ IRGC พร้อมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคน อีก 6 คนในการโจมตีทางอากาศที่สนามบินนานาชาติแบกแดดในอิรัก อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธกว่า 10 ลูกใส่ฐานทัพ 2 แห่งในอิรัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น

“ฟิลลิปส์” เสริมว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้การโจมตีผ่านตัวแทนอย่างหนักหน่วง ในช่วงระยะเวลาของการไว้อาลัยเพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM ขนาดใหญ่อีกครั้งต่ออิสราเอล เพื่อพิสูจน์จุดยืนและเพื่อตอบโต้กลับ

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

ยุทธศาสตร์ทางทหารของอิหร่านในปัจจุบันได้ผลหรือไม่?

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ายุทธศาสตร์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ได้ผลหรือไม่

อิหร่านมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสู้รบกันของทหารภาคพื้นดิน และยังเป็นสงครามทางอากาศ อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบในเรื่องการป้องกันทางอากาศเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้เตหะรานจะเพิ่มคลังขีปนาวุธทางอากาศของตัวเอง แต่มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าอิหร่านจะสามารถยืนหยัดได้หรือไม่

“ฟิลลิปส์” เปรียบเทียบอิหร่านกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บและกล่าวว่าในแง่ของการป้องปรามที่จำกัด ยุทธศาสตร์ทางทหารของเตหะรานได้ผลในระดับที่แสดงให้เห็นว่ายังสามารถเปิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มีนัยสำคัญได้ภายหลังการโจมตีในปี 2025 นอกจากนี้ยังบีบให้อิสราเอลและสหรัฐฯ ต้องเข้าสู่การรณรงค์เชิงป้องกันและการรุกที่ยืดเยื้อและต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล แทนที่จะเป็นการปลดอาวุธแบบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก เศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอลงอีก และการสูญเสีย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ในการโจมตีเตหะราน ทำให้ระบอบการปกครองเปราะบางและมีความตึงเครียดภายในมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ายุทธศาสตร์ของอิหร่านไม่ได้ป้องกันความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ที่รุนแรงได้

อิหร่านจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน?

ก่อนการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่านจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ เจ้าหน้าที่อิหร่านได้เตือนว่า การโจมตีใดๆ จากวอชิงตันหรือเทลอาวีฟต่ออิหร่านจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามในวงกว้าง ไม่ใช่ปฏิบัติการที่ถูกจำกัดวงไว้

ภายหลังการสังหาร “คาเมเนอี” ดูเหมือนจุดยืนนี้ของเจ้าหน้าที่อิหร่านยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

“โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ” (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาของอิหร่าน กล่าวในการแถลงผ่านโทรทัศน์ โดยอ้างถึงสหรัฐฯ และอิสราเอล ว่า พวกคุณได้ก้าวข้ามเส้นตายของเราแล้ว และต้องชดใช้ เราจะส่งมอบการโจมตีที่ทำลายล้างเสียจนพวกคุณเองนั่นแหละที่จะต้องถูกบีบให้มาอ้อนวอนขอชีวิต

ขณะที่อิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอลได้แลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด

“ฟิลลิปส์” กล่าวว่าในทางทหาร อิหร่านน่าจะสามารถรักษาปฏิบัติการขีปนาวุธ โดรน ตัวแทน และไซเบอร์ เป็นระยะๆ ได้นานหลายปี เพราะระบบเหล่านี้มีราคาค่อนข้างถูก สามารถผลิตและใช้งานได้จากฐานปฏิบัติการที่กระจายตัวและแข็งแกร่ง แม้จะอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรก็ตาม

"อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่มีความเข้มข้นรุนแรงสูงและยืดเยื้อ ซึ่งเชื้อเชิญให้เกิดการโจมตีขนาดใหญ่ซ้ำๆ จากสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นเสี่ยงต่อการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ความไม่สงบภายใน และกัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบการปกครองยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเตหะรานจึงมีแรงจูงใจสูงที่จะสลับไปมาระหว่างการยกระดับความรุนแรงและการหยุดพักชั่วคราว มากกว่าที่จะทำสงครามเต็มรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐฯ และอิสราเอลจะอดทนได้นานแค่ไหน?

ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนอิหร่านประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เตือนอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ให้ตอบโต้ และขู่ว่าสหรัฐฯ สามารถโจมตีอิหร่านด้วยพละกำลังที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หากมีการแก้แค้นเกิดขึ้น แต่ “ทรัมป์” ยังส่งสัญญาณที่คลุมเครือเกี่ยวกับระยะเวลาที่สงครามอาจดำเนินต่อไป

สหรัฐฯ เสริมกำลังทางทหารจำนวนมหาศาลในภูมิภาคตะวันออกกลาง  นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอิหร่าน

รายงานของนักวิเคราะห์ข่าวกรองจากแหล่งเปิดและข้อมูลการติดตามเที่ยวบินทางทหาร ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะส่งอากาศยานมากกว่า 120 ลำมาประจำการในภูมิภาคนี้ ถือเป็นการเพิ่มกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามอิรักปี 2003

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

การส่งกำลังทหารประจำการที่มีรายงาน รวมถึง เครื่องบินระบบเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ E-3 Sentry (AWACS) เครื่องบินขับไล่โจมตีล่องหน F-35 และเครื่องบินขับไล่ครองความเหนือกว่าทางอากาศ F-22 ควบคู่กับ F-15 และ F-16 ข้อมูลการติดตามเที่ยวบินแสดงให้เห็นว่ามีหลายลำที่ออกเดินทางจากฐานทัพในสหรัฐฯ และยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจากเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ ซึ่งเป็นสัญญาณของการวางแผนปฏิบัติการที่ต่อเนื่องมากกว่าจะเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังตามปกติ

แต่หลังจากโจมตีอิหร่านแล้ว “ทรัมป์” ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปนานแค่ไหน

“ทรัมป์” เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่า สงครามอาจดำเนินต่อไปนาน 4-5 สัปดาห์ และบอกกับสำนักข่าวเอบีซี (ABC News) ว่าหลังการสังหารคาเมเนอี สหรัฐฯ ไม่ได้คิดที่จะมุ่งเป้าสังหารใครอีก และยังบอกกับนิตยสารดิ แอตแลนติก (The Atlantic) ว่าผู้นำคนใหม่ของอิหร่านตกลงที่จะพูดคุยกับตนเอง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการยุติความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่

“คริสโตเฟอร์ เฟเธอร์สโตน” (Christopher Featherstone) อาจารย์พิเศษประจำภาควิชาการเมือง มหาวิทยาลัยยอร์ก ยอร์ก (University of York) กล่าว กล่าวว่า สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอล การประณามจากนานาชาติและการต่อต้านภายในประเทศอาจเป็นปัจจัยจำกัด

สหรัฐฯ สามารถส่งกำลังเพิ่มเติมไปประจำการในภูมิภาคต่อไปได้ แต่การยกระดับการโจมตีใด ๆ จะต้องใช้ความพยายามทางการเมืองอย่างมหาศาลและทรัพยากรจำนวนมาก เนื่องจาก “ทรัมป์” หาเสียงด้วยการเป็นประธานาธิบดีที่เน้นเรื่องในประเทศ แต่กลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวในต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม “ทรัมป์” ยังคงระมัดระวังต่อมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยืดเยื้อ

ด้าน “ฟิลลิปส์” กล่าวว่า ในทางทหาร อิสราเอลยังคงรักษาความได้เปรียบในเชิงคุณภาพ การมีเครือข่ายป้องกันขีปนาวุธที่ใช้งานได้ดี และได้รับการสนับสนุนด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งจากสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สามารถดำเนินการโจมตีทางอากาศและโจมตีด้วยขีปนาวุธได้ซ้ำ ๆ รวมถึง ปฏิบัติการป้องกันได้เป็นระยะเวลานาน

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของอิสราเอลคือความอดทนภายในประเทศ (การหยุดชะงักของชีวิตพลเรือน ความเหนื่อยล้าจากการระดมกำลังพลสำรอง) และต้นทุนทางการทูตและเศรษฐกิจที่สะสมจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้จะสามารถรักษาการรบแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ยาวนานหลายปีในแง่ขแงการทหาร แต่จะตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น พร้อมเสริมว่า การสนับสนุนจากผู้รับเหมาด้านกลาโหมในยุโรปและสหราชอาณาจักรก็อาจเป็นตัวกำหนดได้ในระดับหนึ่งว่าอิสราเอลจะรักษาความขัดแย้งนี้ได้นานแค่ไหน

สหรัฐฯ สามารถรักษาจังหวะปัจจุบันของการโจมตี การส่งกำลังทางอากาศและทางเรือ และการสนับสนุนการป้องกันขีปนาวุธได้นานกว่าตัวแสดงระดับภูมิภาคฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในแง่ของทรัพยากรวัตถุ เนื่องจากการวางกำลังทั่วโลกและฐานอุตสาหกรรมของตัวเอง

“ฟิลลิปส์” ทิ้งท้ายว่า ข้อจำกัดที่ผูกมัดคือเจตจำนงทางการเมืองภายในประเทศและการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สมรภูมิอิหร่าน-อิสราเอลกำลังทดสอบความสามารถของวอชิงตันในการปรับยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ (National Defense Strategy) ให้สอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชนที่จำกัดต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้น สหรัฐฯ จึงน่าจะมุ่งเป้าไปยังการรณรงค์ที่จำกัดวงและมุ่งเน้นการป้องปราม มากกว่าสงครามความรุนแรงสูงอย่างไม่มีกำหนด ตัวเร่งให้ยุติสงครามขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของเหล่าพันธมิตร และอำนาจที่จะสามารถส่งอิทธิพลต่อผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนต่อไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา : Al Jazeera

เครดิตภาพ : Reuters

 

related