
SHORT CUT
เนชั่นโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนแบบเคาะประตูบ้าน ก่อนการเลือกตั้ง2569 พบว่าพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีคะแนนนิยมในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
‘เนชั่นโพล’ ส่งทีมลงพื้นที่ภาคสนามในแบบ ‘เดินสำรวจ-เคาะประตูบ้าน’ คนไทยทั่วทุกภาคของประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด 9 ภูมิภาค ลงลึกถึงระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งในและนอกเขตเทศบาล จำนวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละภูมิภาค 1,200 ตัวอย่าง รวมทั้งประเทศมากถึง 10,890 ตัวอย่าง พบว่า
พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำที่ร้อยละ 21.14 ตามมาด้วยพรรคประชาชนร้อยละ 21.11 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 17.56 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.58
พรรคประชาชนนำอยู่ที่ร้อยละ 21.89 ตามด้วยพรรคภูมิใจไทยร้อยละ 20.59 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 17.02 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.9
มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 23.85 ในระดับเขต และร้อยละ 24.73 ในระบบบัญชีรายชื่อ
หากเทียบกับการเลือกตั้งปี 66 ต้องถือว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะคู่ชิงอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 11.08 ในระบบ สส.เขต และร้อยละ 9.62 ในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ
เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เพราะคู่ชิงอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น)
ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีความนิยมสูงขึ้นจากร้อยละ 11.08 ในระบบ สส.เขต และร้อยละ 9.62 ในระบบสส.บัญชีรายชื่อ มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-21 ในปัจจุบัน
จากผลสำรวจทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.6 ตั้งใจเลือกพรรคเดียวกันทั้งสองใบ แต่ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 58 ระบุว่ามีแนวโน้มจะเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อ ‘ต่างจากครั้งที่แล้ว’
ขณะที่การออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้ม ‘เห็นด้วย’ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 56.26 และไม่เห็นด้วย ร้อยละ 30.12
พรรคประชาชนยังคงรักษาคะแนนนำ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นคู่แข่งสำคัญ
พรรคประชาชนยังคงรักษาคะแนนนำ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นคู่แข่งสำคัญเช่นกัน
พรรคภูมิใจไทยครองความนิยมอันดับหนึ่งในอีสานตอนบน ส่วนอีสานตอนล่างเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาชนและภูมิใจไทย
พรรคประชาธิปัตย์คืนชีพรักษาฐานเสียงหลักไว้ได้ โดยเฉพาะในภาคใต้ตอนบน ขณะที่พรรคกล้าธรรมแทรกภาคใต้ตอนล่าง
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผู้อำนวยการเนชั่นโพล ระบุว่านิยามการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ‘การเมืองตรีศูล’ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนจากสภาวะสองขั้วอำนาจ คือ เสรีนิยมและอนุรักษนิยม ในปี 2566 มาเป็นการแข่งขันแบบ 3 ขั้วอย่างชัดเจน แม้ว่าโมเมนตัมจะไปทางพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคเพื่อไทย แต่ก็ยังไม่โดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างเด็ดขาด
ความแตกต่างของคะแนนที่อยู่ในระดับจุดทศนิยม และกลุ่มยังไม่ตัดสินใจอีกราวๆ 1 ใน 4 ทำให้โอกาสพลิกผันยังเกิดขึ้นได้ ทำให้การรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลแพ้ชนะ