svasdssvasds

'นโยบายสิทธิมนุษยชน’ คือตัวแปรที่หายไปจากสมการการเมืองไทย

'นโยบายสิทธิมนุษยชน’ คือตัวแปรที่หายไปจากสมการการเมืองไทย

เจาะลึก 5 ปมสิทธิมนุษยชนที่หายไปจากเวทีหาเสียง 69: เมื่อ 'ความมั่นคงรัฐ' สวนทางกับ 'ความปลอดภัยประชาชน' สรุปประเด็นร้อนจากนักวิชาการและองค์กรสิทธิฯ ชั้นนำ

SHORT CUT

  • พรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นเสนอนโยบายประชานิยมเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง แต่กลับละเลยการประกาศจุดยืนและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย
  • ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกมองข้ามในการหาเสียงมีหลากหลาย ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงออก ปัญหาความรุนแรงและความยุติธรรมในพื้นที่ชายแดน ไปจนถึงสิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม และชะตากรรมของผู้ลี้ภัย
  • แม้ไทยจะมีความก้าวหน้าทางกฎหมายบางเรื่อง แต่สิทธิขั้นพื้นฐานยังถูกคุกคาม วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ประชาชนใช้การเลือกตั้งและการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำวาระสิทธิมนุษยชนกลับมาเป็นส่วนสำคัญของการเมือง

เจาะลึก 5 ปมสิทธิมนุษยชนที่หายไปจากเวทีหาเสียง 69: เมื่อ 'ความมั่นคงรัฐ' สวนทางกับ 'ความปลอดภัยประชาชน' สรุปประเด็นร้อนจากนักวิชาการและองค์กรสิทธิฯ ชั้นนำ

ท่ามกลางฝุ่นตลบของสมรภูมิการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคการเมืองต่างงัดนโยบายประชานิยม มาประชันการขันแข่งเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนให้เลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ และอีกใบคือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในมุมของโครงสร้างสังคมไทยก่อนการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ยังพบว่ามีวาระสำคัญทางการเมืองที่อาจจะกำลังเลือนหายไปในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือ ‘วาระสิทธิมนุษยชน’ ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องสำคัญที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 วงคุยออนไลน์ Human Rights Agenda ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามสู่โจทย์และประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในนโยบายของพรรคการเมืองอีกครั้ง ในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง งานนี้เป็นการรวมตัวขององค์กรสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการชั้นนำ ที่มาร่วมกันชำแหละปรากฏการณ์เกี่ยวกับนโยบายสิทธิมนุษยชนถูกกลบด้วยกระแสการเมืองรายวันหรือกระแสข่าวอื่นๆ ที่สังคมสนใจ และนี่คือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในวงคุยครั้งนี้ หากเรากาบัตรเลือกตั้งโดยทิ้งสิทธิมนุษยชนไว้ข้างหลัง ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับทางตันที่ซับซ้อนกว่าเดิม

 

ภาพลวงตาแห่งความก้าวหน้า: เมื่อ ‘กฎหมายใหม่’ บังหน้า ‘คดีเก่า’ และคุณค่าที่ถูกละเลย

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นชวนคิดด้วยการถอดรหัสสถานการณ์บ้านเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่ขัดแย้งกันในด้านหนึ่ง ซึ่งฉากหน้าของประเทศไทยดูเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความเจริญงอกงามทางสิทธิมนุษยชน เราเห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างการผ่าน กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ทั่วโลกต่างชื่นชมยินดี หรือความพยายามทำให้เกิดกฎหมายกลุ่มชาติพันธุ์ที่บังคับใช้ไปแล้ว และการผลักดันให้เกิดกฎหมายอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่ ดร.ปุรวิชญ์ ชี้ว่าหากไม่ได้ดูจากแค่เปลือกนอกที่สวยหรูและกระเทาะสิ่งเหล่านี้ออกไป เราจะพบความย้อนแย้งที่น่ากังวลหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะในขณะที่รัฐมอบสิทธิบางอย่างให้ เช่น สิทธิในการแต่งงานหรือสิทธิในการหายใจ รัฐไทยกลับยังคงพรากสิทธิที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไป นั่นคือ ‘สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก’ ของประชาชนทุกคนในประเทศ

ถ้าเราลองประมวลภาพสถานการณ์สองปีที่ผ่านมา มีมุมที่ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในอีกทางเรื่องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราก็ยังมีคดีความเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา เพราะยังมีคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองด้วยมาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งการผลักดันให้เกิดการนิรโทษกรรมก็ยังดูไม่ขยับไปเท่าไหร่

ดร.ปุรวิชญ์ ยังวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่กำลังติดกับดักการหาเสียงแบบประชานิยมที่ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้คะแนนเสียง คือแต่ละพรรคมุ่งเน้นขายของว่าจะทำอะไรเพื่อประชาชน ผ่านนโยบายประชานิยม เพื่อที่จะซื้อใจประชาชนระยะสั้น แต่กลับละเลยที่จะประกาศจุดยืนว่าพรรคของตนยึดถือคุณค่าอะไรซึ่งเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าการเลือกตั้งครั้งโดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนของว่าจะทำอะไรเพื่อประชาชน ผ่านนโยบายประชานิยม เพื่อที่จะซื้อใจประชาชนระยะสั้น แต่กลับละเลยที่จะประกาศจุดยืนว่าพรรคของตนยึดถือคุณค่าอะไรซึ่งเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าการเลือกตั้งครั้งโดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน 

“สนามการเมืองที่ลงสมัครเลือกตั้งกัน ไม่ใช่แค่บอกว่าจะทำอะไร จะ ลด แลก แจก แถม แต่ต้องบอกว่านโยบายเหล่านี้ยึดถือคุณค่าแบบไหน ฉะนั้นในวันที่ 28 มกราคม ในงานดีเบตพรรคการเมือง “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” และวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เป็นโอกาสดีที่เราจะมีทั้งการพูดคุย ทบทวน เพื่อมาทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนมาอยู่ในกระแสการรับรู้ของสังคมมากยิ่งขึ้น”

หลุมดำชายแดนไทย: เมื่อความมั่นคงทับซ้อนความตาย และนโยบายที่พรรคการเมือง ‘ไม่กล้าแตะ’

หากกรุงเทพมหานครคือเวทีฉากหน้าที่สาดแสงไฟแห่งประชาธิปไตยและการหาเสียงอย่างอึกทึกครึกโครม สุณัย ผาสุข จากฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch - HRW) ได้ฉายภาพอีกด้านที่มืดมิด โดยเปรียบเทียบปัญหาชายแดนไทยว่าเป็นเหมือนหลุมดำสามแห่งตามแนวชายแดนไทย พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นแดนสนธยาที่กฎหมายและความยุติธรรมมักไปไม่ถึง และยิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่กลายเป็นจุดอับสายตาที่พรรคการเมืองอาจทำเป็นมองไม่เห็นในฤดูกาลเลือกตั้งนี้ โดยสุณัยพาเราสำรวจวิกฤตสิทธิมนุษยชนผ่านสามสมรภูมิชายแดน ที่พบกับคำว่า ‘ความมั่นคงของรัฐ’ มักมีค่ามากกว่า ‘ชีวิตของประชาชน’

สุนัย ผาสุข ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย

  1. ชายแดนตะวันออก (กัมพูชา): อธิปไตยที่แลกด้วยเลือดและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

ในขณะที่พรรคการเมืองมักปลุกกระแสชาตินิยมด้วยวาทกรรมที่ใช้คำว่า “การปกป้องอธิปไตย” สุณัยกลับชี้ให้เห็นความจริงที่โหดร้ายกว่านั้น นั่นคือพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังอาจเต็มไปด้วยกับดักทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังเกิดความสูญเสียของพลเรือนที่มาจากการปะทะที่ไม่เคยมีใครหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนต้องรับผิดชอบ

“น่าสนใจว่าพรรคการเมืองทุกพรรค พูดถึงการปกป้องอธิปไตยในชายแดนไทย - กัมพูชา แต่ไม่พูดถึงการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย ตราบใดที่ยังไม่เคลียร์ในประเด็นนี้ มันก็จะเป็นเหมือนกับการสาดโคลนกันไปมา แต่เราไม่เห็นผลว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่”

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันคือวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพราะเมื่อรัฐอ้างสถานะสงครามหรือความมั่นคงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่มีกลไกความยุติธรรมใดๆ ที่จะเอาผิดผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเยียวยาเหยื่อได้อย่างแท้จริง

  1. ชายแดนใต้: นาฬิกาปลุกที่ไม่มีใครอยากตื่น

สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่เกิดเหตุการความไม่สงบมานานหลายสิบปี สุณัยชี้ให้เห็นความล้มเหลวซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้น ทั้งความรุนแรงจากกลุ่มขบวนการ BRN และบาดแผลจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์สลายการชุมชนที่หน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่เพิ่งหมดอายุความไปเมื่อปี 2566 ซึ่งคดีนี้ควรจะเป็นบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ที่กระตุกให้สังคมไทยได้คิดเรื่องคดีอาญาที่ไม่ควรหมดอายุความ เพราะเกิดความสูญเสียและบาดเจ็บจำนวนมาก

“กรณีตากใบ ควรเป็นนาฬิกาปลุกให้คนตื่นขึ้นมาพูดถึงว่า การกระทำผิดอาญาโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรจะมีอายุความ แต่ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้กลับไม่มีพรรคการเมืองไหน เอามาโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งเลย นี่ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้”

การที่พรรคการเมืองเลือกที่จะเงียบในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเป็นเรื่องรองและรัฐไทยยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่ากฎหมายควรบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเท่าเทียมเพื่อไม่ทำให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

  1. ชายแดนตะวันตก (เมียนมา): เมื่อ ‘สงคราม’ คือใบเบิกทางให้ ‘ทุนสีเทา’

หากชายแดนด้านอื่นคือปัญหาเรื่องอธิปไตย ชายแดนตะวันตกที่ติดกับเมียนมาอาจคือ “ฝันร้ายที่ซับซ้อนที่สุด” สุณัยชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ในเมียนมาไม่ใช่แค่เรื่องสงครามกลางเมืองแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายพันธุ์เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ของอาชญากรรม เพราะการเลือกที่รัฐบาลทหารเมียนมาพยายามจัดฉากขึ้น ไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพแต่กลับยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งให้เห็น เมื่อรัฐบาลทหารต้องสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้พวกเขาต้องการเงินทุน และแหล่งเงินทุนนั้นก็นำมาซึ่งหายนะที่ไหลทะลักข้ามพรมแดนมาสู่ไทย

โดยสุณัยมีการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานสีเทาที่พรรคการเมืองไทยมองข้ามไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“เมื่อสงครามต้องการเงินกองกำลังติดอาวุธเปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนจีนสีเทาและองค์กรอาชญากรรมเข้ามาตั้งฐาน ไม่ว่าจะเป็นคาสิโน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือเหมืองแร่เถื่อน ในส่วนผลกระทบต่อไทย สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่กระสุนปืนแต่เป็นมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองและการเผาป่าที่ไร้การควบคุมจนกลายเป็นฝุ่น PM2.5 ที่คนไทยต้องสูดดม เป็น “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่โทรมาหลอกลวงคนไทย และเป็นยาเสพติดที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย”

“เราต้องมองกรอบความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนอกตำรา เพราะกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยกลุ่มธุรกิจสีเทาหารายได้เพื่อใช้ในการสู้รบ มีการเปิดให้ทุนเทาจากจีนเข้ามาทำเหมือง แล้วก็ปล่อยสารพิษลงมาปนเปื้อนในแม่น้ำซึ่งกระทบไทยอย่างมาก ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่อยู่ในวาระพรรคการเมืองเลย”

สุณัย ยังบอกอีกว่าพรรคการเมืองไทยยังติดอยู่ในกรอบความมั่นคงแบบเก่า ที่มองแค่การวางกำลังทหารตามแนวชายแดนแต่ขาดวิสัยทัศน์เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ โดยมองว่าพรรคการเมืองยังสอบตกอย่างรุนแรงในการเชื่อมโยงว่าวิกฤตการเมืองในเมียนมาคือวิกฤตคุณภาพชีวิตของคนไทย เพราะการไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอที่เกิดจากการเมืองเมียนมาและกลุ่มทุนสีเทา จะทำให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันจบสิ้น

ในช่วงท้ายของการเสวนา สุณัยสรุปสถานการณ์ชายแดนทั้งสามด้านว่าเปรียบเสมือนการตบหน้าเรียกสติบรรดาผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะความเงียบของพรรคการเมืองต่อปัญหาความตายและความยุติธรรมตามแนวชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องของการลืมนโยบาย แต่มันสะท้อนถึงความบกพร่องทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่พรรคการเมืองเน้นนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม โดยเมินเฉยต่อชีวิตของพลเรือนที่ล้มตาย และความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น คือความน่าละอายที่ยากจะให้อภัย

ชายแดนสามด้านเป็นหลุมดำในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งสิ้น ทุกพรรคการเมืองไม่มีการแตะเรื่องนี้เลย น่าผิดหวัง... ตอนแรกไทยดูจะเดือดร้อนที่มีพลเรือนล้มตาย แต่ทำไมไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยทวงถามความยุติธรรมให้กับคนที่บาดเจ็บล้มตาย นี่เป็นคำถามที่เจ็บ ถ้าผมเป็นพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้ง ผมสะอึกนะครับ

สถิติแห่งความเงียบ: คุกขังคนเห็นต่างและกับดักนิรโทษกรรม

พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนเรื่องกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ปี 2563 โดยเผยข้อมูลปัจจุบันว่ามีคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองกว่า 2,000 คน และปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างน้อย 55 คน ที่สำคัญคือปัญหานิรโทษกรรมที่ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงหรือแตะต้องเท่าไหร่นัก โดยพูนสุขวิเคราะห์ถึงร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ค้างอยู่ในสภา หลังรัฐบาลชุดล่าสุดยุบสภาไปว่า ร่างนี้ถูกล็อกสเปกไว้ไม่ให้รวมคดีสำคัญอย่าง มาตรา 112 และมาตรา 110 ซึ่งนี่จะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่

พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“ปัญหาก็คือร่างทั้งสามร่างของภูมิใจไทยคือไปล็อกไว้ว่าไม่รวมคดี 112 และคดี 110 การไม่รวมสองคดีนี้ไป จะทำให้ปัญหายังอยู่ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่าจะเป็นเสี้ยนหนามในทุกการเลือกตั้ง เป็นความขัดแย้งที่ต้องจัดการ จึงควรผลักดันให้รวม 112 และนิรโทษกรรมต่อ ซึ่งควรต้องรวมทุกคดีไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”

“การมีผู้ต้องขังการเมืองทำให้เห็นความเลวร้ายในที่คุมขังในเรือนจำมากขึ้นโดยเฉพาะคดีทั่วไปที่เกิดกับประชาชน ทั้งที่การคุมขังบุคคลควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรมีมาตรฐานของความเป็นมนุษย์”

“เศรษฐกิจต้องไม่แยกขาดจากสิทธิ”: เมื่อเวทีโลกเปลี่ยนกติกา แต่การเมืองไทยยังสอบตกวิชา ‘ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’

สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ) ได้ฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ที่พรรคการเมืองไทยกำลังมองข้าม นั่นคือประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Business and Human Rights) ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมแต่กำลังกลายเป็นกำแพงภาษีและ กติกาการค้าโลก ที่หากไทยปรับตัวไม่ทัน เราอาจตกขบวนรถไฟสายเศรษฐกิจข้ามชาติอย่างถาวร

สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล

แม้ไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติและบทบาทในเวทีนานาชาติ แต่พรรคการเมืองกลับแทบไม่พูดถึงการคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม “เศรษฐกิจต้องพัฒนาไปพร้อมสิทธิและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แยกปากท้องออกจากความปลอดภัยของคนทำงาน”

สัณหวรรณเตือนว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ล้วนกำหนดให้ธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม หากรัฐไม่เตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการช่วยเหลือ SME ให้ปรับตัวต่อมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบสิทธิแรงงาน และการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไทยอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว “ถ้าเราไม่ช่วยให้ธุรกิจรายย่อยพร้อมรับกติกาใหม่ นี่อาจกลายเป็นหายนะของภาคการส่งออกไทย”

สัณหวรรณขยายความว่าเวลาพรรคการเมืองพูดถึงแรงงาน มักจะโฟกัสไปที่ตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำ แต่กลับละเลยมิติการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่แลกด้วยชีวิตไม่ได้

“มันต้องรวมการคุ้มครองการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น ตึกถล่ม โครงการพระราม 2 มีคนเสียชีวิต สิทธิประกันสังคม ทำยังไงให้กลไกเข้มแข็งขึ้น มั่นคงขึ้น แต่ก็ไม่พบว่าพรรคการเมืองพูดเรื่องนี้ชัด มีเพียง สส. ท่านหนึ่งออกมาพูด ทั้งที่ไทยควรมีสหภาพแรงงาน ควรทำให้กฎหมายแรงงาน และการนัดหยุดงานเข้มแข็งขึ้นและเกิดขึ้นได้”

รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง PM 2.5 ที่นักการเมืองมักพูดรวมๆ หรือโยนภาระไปที่เกษตรกร แต่ไม่กล้าแตะโครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นต้นตอหรือตัวการใหญ่ในการทำให้เกิดมลพิษกับประเทศนี้ 

“พรรคการเมืองพูดเรื่องฝุ่น PM 2.5 มักจะพูดรวมๆ แต่ไม่ได้พูดถึงธุรกิจที่ทำให้เกิดมลพิษหรือฝุ่นควัน ที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่เน้นไปที่เกษตรกร แต่ไม่มีการคุยกับภาคธุรกิจที่ทำให้เกิดเรื่องนี้”

“ปัญหาชุมชน  มลพิษ ขยะอุตสาหกรรม มลพิษทางน้ำ -ทั้งหมดนี้สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจมองแค่การค้าอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมองทั้งระบบด้วยว่า กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรฯ ว่าจะมีกลไกคุ้มครองคนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร จะป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อชุมชนได้แค่ไหน”

อีกประเด็นสำคัญคือการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดเสียงผู้ตรวจสอบธุรกิจและรัฐ ตั้งแต่นักกิจกรรม นักข่าว ชาวบ้าน ไปจนถึงผู้บริโภค แม้หลายคดีจะถูกยกฟ้อง แต่ผู้ถูกฟ้องต้องเสียทั้งเงิน เวลา และสุขภาพจิต ต่อให้ศาลยกฟ้อง คนฟ้องแทบไม่เสียอะไร แต่คนที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะกลับต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล

“หลังๆ มีการฟ้องปิดปากโดยใช้ทรัพยากรรัฐ ผ่านการให้ตำรวจดำเนินคดี พอตำรวจทำคดี ก็จะผ่านอัยการ ผ่านศาล สุดท้ายต่อให้ศาลยกฟ้อง ผลที่ได้คือคนฟ้องไม่ได้เสียประโยชน์อะไร แต่คนที่เสียคือคนถูกฟ้องที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าปัญหานี้ไม่แก้ก็ไม่แน่ใจว่าสังคมประชาธิปไตยจะไปต่อยังไง”

เมื่อ ‘ชาตินิยม’ กลบเสียงคนชายขอบและที่ยืนของ ‘ผู้ลี้ภัย’ ในฤดูกาลเลือกตั้ง

ท่ามกลางเสียงปราศรัยที่พูดถึงเรื่องการปกป้องอธิปไตยและการแก้ปัญหาปากท้อง ยังมีเสียงของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทำให้เงียบหายไป ทั้งที่พวกเขามีจำนวนกว่า 3 ล้านคนในประเทศและอีกไม่น้อยที่กำลังเผชิญความเป็นความตายอยู่ตามแนวชายแดนไทย พุทธณี กางกั้น ฟอร์ตี้ฟายไรต์ (Fortify Rights) คือหนึ่งในผู้ที่พยายามถามพรรคการเมืองถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดอย่างเรื่องผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในแคมเปญหาเสียงครั้งนี้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเหมือนเป็นการหาเสียงใต้เงาชาตินิยมเพราะมองว่าสิทธิพลเมืองอาจไม่ใช่จุดขายในการเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน

พุทธณี กางกั้น ฟอร์ตี้ฟายไรต์ (Fortify Rights)

พุทธณีเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ว่าบริบทการยุบสภาที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย - กัมพูชา ได้กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางลมให้พัดไปทางชาตินิยมมากกว่าเพื่อให้ได้คะแนนเสียงในครั้งนี้

“การยุบสภาอยู่ในช่วงเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย - กัมพูชา จึงมีการดึงความรู้สึกชาตินิยมออกมา ทำให้เห็นนโยบายชาตินิยมเสียส่วนมาก จริงๆ มิติเศรษฐกิจก็เป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง แต่ที่ต้องการคุยวันนี้คือเรื่องสิทธิพลเมืองและการเมือง ที่เราพบว่าแทบจะไม่มีในนโยบายของพรรคการเมืองเลย”

จากการสำรวจของฟอร์ตี้ฟายไรต์พบความจริงที่น่ากังวลว่า มีพรรคการเมืองเพียงน้อยนิดที่แตะเรื่องนี้ เช่น พรรคประชาชนมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนหลายประเด็น แต่กลับไม่นำมาพูดในช่วงหาเสียง ต่อมาพรรคพลวัตซึ่งเป็นพรรคเล็กที่มีจุดยืนเรื่องคนข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดนเมียนมา และเหมืองแร่ Rare Earth ชัดเจนที่สุด แต่ด้วยขนาดของพรรคที่เล็ก อาจทำให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นเพียงกระแสรองจุดไม่ติดกับสังคมในวงกว้าง เพราะไม่อยู่ในโผของการได้เป็นรัฐบาล 

และในขณะที่พรรคการเมืองแข่งกันชูนโยบายค่าแรงและเศรษฐกิจ พุทธณีตั้งคำถามถึงฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่กลับไม่มีใครเหลียวแล โดยบอกว่าในประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคน แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่มีเรื่องแรงงานข้ามชาติในพรรคการเมืองเกี่ยวกับนโยบายนี้ ซึ่งการละเลยกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เพียงสะท้อนแนวคิดของพรรคการเมือง แต่ยังอาจสะท้อนความบกพร่องในการมองโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานเพื่อนบ้าน และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรได้รับ

รอยด่างพร้อยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ: ชะตากรรมของ ‘ชาวอุยกูร์’ และผู้ลี้ภัย

อีกประเด็นที่พุทธณีหยิบยกขึ้นมาคือความย้อนแย้งของประเทศไทยที่นั่งเก้าอี้ “คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” (HRC) แต่การกระทำเรื่องสิทธิมนุษยชนในบ้านของตัวเองกลับสวนทาง โดยเฉพาะนโยบายการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตราย โดยพุทธณียกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมามีการผลักดันชาวอุยกูร์กว่า 40 ชีวิตกลับไปจีน ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ชะตากรรมของพวกเขา ซึ่งนี่ถือเป็นข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยเช่นกัน และกรณีที่มีการส่งตัว "อี ควิน เบดั๊บ" นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวมองตานญาดกลับเวียดนามก็ยังเป็นอีกประเด็นที่น่าคิดในเรื่องนี้

“ขณะที่ประเทศไทยเป็นกรรมการในสภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ รัฐบาลที่ผ่านมาผลักดันชาวอุยกูร์ 40 กว่าคนไปจีน แม้จะมีความพยายามติดตามชีวิต แต่ก็ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เลยมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัย”

ขณะที่ สถานการณ์ในเมียนมาคือวิกฤตที่ไม่อาจมองข้าม พุทธณีชี้ว่าสงครามกลางเมืองและการทิ้งระเบิดใส่ชนกลุ่มน้อยที่นั่น ทำให้มีผู้ลี้ภัยทะลักเข้ามาทางชายแดนไทยในแถบจังหวัดระนองอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐไทยกลับเลือกใช้วิธีการผลักดันกลับโดยอ้างว่าเป็นเพียงแรงงานผิดกฎหมาย

“แม้เขาเข้ามาเป็นแรงงาน แต่เราต้องไม่ละเลยชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จริงๆ แล้วเราควรต้องดูแลเขาในฐานะผู้ลี้ภัย ไทยยังไม่ทำเรื่องนี้ ทำให้เขาหาวิธีการอื่นมาอยู่ประเทศ ในทางสิทธิมนุษยชนจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการบังคับส่งกลับที่ไม่ถูกต้อง”

พุทธณีย้ำว่าปัจจุบันศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาคดีโรฮิงญา และโลกกำลังจับตามอง แต่ไทยกลับไม่มีกลไกคัดกรอง (NSM) ที่ใช้งานได้จริง เพื่อแยกแยะระหว่างคนหางานทำกับคนที่หนีความตาย และมีการทิ้งท้ายด้วยประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติอีกว่า พรรคการเมืองพูดถึงเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ในภาพกว้างของการหาเสียงผ่านนโยบาย แต่ยังขาดความละเอียดอ่อนในการมองเห็นเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปทำงานในขบวนการเหล่านั้น

“ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ เราก็พูดเรื่องภาพกว้าง ไม่ได้พูดถึงผู้ได้รับผลกระทบ นี่เป็นข้อสังเกตจากฟอร์ตี้ฟายไรต์ในนโยบายที่ขาดหายไป”

จาก ‘บ้าน’ สู่ ‘สิทธิในชีวิต’: เมื่อรัฐมองความมั่นคงของทุนสำคัญกว่าความมั่นคงของมนุษย์

ในสายตาของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และคำว่า “ที่อยู่อาศัย” ก็ไม่เคยมีความหมายเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เรื่องนี้คือรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่กำลังถูกสั่นคลอนด้วยนโยบายการพัฒนาของรัฐ เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ขยายพรมแดนความคิดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้กว้างกว่าแค่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นการทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคตของประชาชน ผ่านนิยามใหม่ของคำว่าบ้าน เมื่อทรัพยากรคือชีวิตไม่ใช่สินค้า เพชรรัตน์ชวนเราตั้งคำถามใหม่ว่า เวลาเราพูดถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย เรากำลังพูดถึงอะไร

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

“ถ้าเรามองว่าเราพูดสิทธิในที่อยู่อาศัย เราไม่ได้พูดแค่บ้าน เราพูดถึงที่ดิน ทรัพยากร สภาพแวดล้อม ผู้คน อากาศ น้ำ การเงิน ความสามารถในการตัดสินใจ อนาคต เราพูดถึงหมด การพูดถึงที่อยู่อาศัยคือ อยู่ยังไงให้เรามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือการที่รัฐไทยเซ็น MOU เรื่องเหมืองแร่ Rare Earth หรือการอนุญาตให้ทุนจีนเข้ามาทำเหมืองฟลูออไรด์ที่แม่ฮ่องสอน รวมถึงโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC และ SEC โครงการเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยอ้างว่าเป็นความมั่นคงของรัฐและกลไกทางเศรษฐกิจและการตลาด แต่กลับพบว่าโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการกลับละเลยความมั่นคงของมนุษย์เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย

ผลกระทบจึงตกอยู่ที่ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นที่ผืนนาเค็มจนปลูกข้าวไม่ได้ ปัญหา PM 2.5 หรือแม่น้ำที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เพชรรัตน์ชี้ว่านโยบายการเลือกตั้งรอบนี้ไม่เรื่องการจัดการทรัพยากรให้เห็นชัดเท่าไหร่นัก มีแต่นโยบายที่บอกว่าทำให้ใครรวยขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นคงของประชาชนหรือสังคมเท่าไหร่สักเท่าไหร่

EIA ที่เป็นเพียง ‘พิธีกรรม’ และกฎหมายที่ไร้หัวใจ

ประเด็นที่แอมเนสตี้ให้ความสำคัญอีกประเด็นคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเพชรรัตน์วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่าน EIA หรือ EHIA ของไทยว่า ปัจจุบันเรื่องนี้อาจเรียกได้ว่ากลายสภาพเป็นเพียงฉากบังหน้าในการทำโครงการขนาดใหญ่

“เวลาเราทำโครงสร้างต่างๆ งานพัฒนาใหญ่ ทุกคนจะพูดถึง EIA EHIA เรามองว่าเรื่องพวกนี้เป็นพิธีกรรม เวลาชาวบ้านประท้วงก็ไม่ได้ใส่ในรายงาน สุดท้ายการมีส่วนร่วมของประชาชนมีน้อย ตั้งแต่ก่อนเกิด ระหว่างเกิด หลังเกิด กลไกการเยียวยาไม่มีเลย”

นอกจากนี้ ความล้มเหลวนี้ยังลามไปถึงตัวบทกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ที่เพิ่งผ่านการบังคับใช้ไปเมื่อปลายปี 2568  เพชรรัตน์มองว่ารัฐไทยยังไม่มีความจริงใจเพราะยังปฏิเสธที่จะใช้คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) ตามหลักสากล ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้งว่า รัฐแค่อยากให้มีกฎหมายแต่ไม่ได้อยากคุ้มครองวิถีชีวิตจริงๆ เพราะถ้ามองในเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจจะต้องบรรจุคำนี้เข้าไปในกฎหมายนี้ด้วย

สุดท้าย เพชรรัตน์เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน นั่นคือเสรีภาพในการสมาคม (Freedom of Association) โดยบอกว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐไทยพยายามใช้กฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ภาคประชาสังคมหรือกฎหมายฟอกเงิน มาเป็นเครื่องมือในการควบคุมการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม มากกว่าการส่งเสริมให้เกิดการใช้สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชน

“คิดดูว่าเรามีสมาคมเตะฟุตบอล รัฐต้องรู้ทุกอย่าง และถ้าการทำงานในพื้นที่เสี่ยงพูดไม่ได้มากขนาดนั้น การทำงานแบบนี้ก็จะหายไป ประเทศที่มีอำนาจนิยมสูง หรือเผด็จการ จะทำให้องค์กรเหล่านี้หายไป”

ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

  1. หยุดควบคุม: กฎหมายต้องไม่ให้อำนาจรัฐในการแทรกแซงมูลนิธิและองค์กรภาคประชาชนจนเกินขอบเขต
  2. เริ่มส่งเสริม: รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้ทำงาน และคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ 

โดยเพชรรัตน์มองว่าหากปราศจาก “เสรีภาพในการรวมกลุ่ม” เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ จากฝุ่นพิษ หรือจากการถูกไล่รื้อ ก็จะไม่มีวันส่งไปถึงผู้มีอำนาจได้

Mainstreaming Human Rights: สิทธิมนุษยชนต้องอยู่ในทุกอณู

ในมุมมองวิชาการ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวคิดว่า สิทธิมนุษยชนไม่ควรเป็นเพียงหัวข้อหนึ่ง แต่ต้องถูกทำให้เป็นกระแสหลัก (Mainstreaming) ในทุกนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือความมั่นคง

รศ.ดร.พิญช์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อยากชี้ให้เห็นเรื่อง Mainstreaming Human Rights ว่าคือการทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่หัวข้อแยกส่วนที่พูดกันแค่หนึ่งประเด็นแล้วจบไป แต่ต้องแทรกอยู่ในทุกนโยบาย เพราะทุกเรื่องมันเกี่ยวกันหมด แม้แต่คำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม หรือการจัดสรรงบประมาณความมั่นคง เรื่องเหล่านี้ก็โยงกับสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น”

“ผมคาดหวังแค่ว่าในแต่ละพรรคการเมืองจะมีคนที่คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังอยู่จริงๆ แม้เขาอาจไม่ใช่คนที่ดังที่สุด แต่คนเหล่านี้อาจคือคนที่ตั้งใจผลักดันและนำเสนอวาระสิทธิมนุษยชนให้เดินไปพร้อมกับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศ”

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์  สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดแทบทุกด้าน ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบรัฐและผู้มีอำนาจ ไปจนถึงการถูกฟ้องปิดปากและการใช้นิติสงคราม กลุ่มเปราะบางถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น สะท้อนผ่านจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสิ้นหวังทางการเมือง ขณะเดียวกัน เสรีภาพทางวิชาการก็ถดถอยอย่างรุนแรง รวมถึงกระบวนการยุติธรรมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามจากความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในคดีสำคัญหลายกรณี”

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

“พรรคการเมืองทุกพรรคจึงต้องมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง การสร้างสันติภาพและความยุติธรรมบนฐานการไม่ใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องรองแต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย ความมั่นคงของชุมชน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น”

“ถ้ามองสถานการณ์สิทธิในไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมาก่อนยุบสภา เราเห็นประเด็นเรื่องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและพื้นที่ตรวจสอบรัฐถูกตั้งคำถามมากขึ้น พร้อมๆ กับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง การฟ้องปิดปาก (SLAPP) และ นิติสงคราม ที่ทำให้หลายคนต้องเสียเวลา เสียทรัพยากร และบางครั้งต้องหยุดการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ”

ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมเองก็ถูกตั้งคำถามโดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าอย่างคดีแชร์ลูกโซ่ที่การดำเนินคดีและการเยียวยายืดเยื้อ จนคนที่ได้รับผลกระทบต้องรอความยุติธรรมอยู่นาน และในระหว่างนั้นสิทธิของผู้เสียหายก็ถูกละเมิดซ้ำไปด้วย

บัตรใบที่ 3 คือการสร้าง ‘รากฐานบ้าน’ หลังใหม่

ในช่วงท้ายของการเสวนาวิทยากรต่างเน้นย้ำไปที่จุดหมายเดียวกัน นั่นคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่การเลือก สส. เข้าไปอยู่ในสภาพ แต่ยังรวมถึงการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรใบที่ 3 ที่จะกำหนดอนาคตโครงสร้างประเทศ สัณหวรรณ ศรีสด ชี้ว่ารัฐธรรมนูญคือต้นตอของปัญหาสิทธิ

“เรื่องที่ทุกคนพูดมันผูกโยงกับรัฐธรรมนูญ ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายอย่าง ถ้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญเหมือนเดิมเหมือนฉบับ 2540 ก็จะมีประโยชน์ ในมุมสิทธิเสรีภาพ อยากฝากทุกคนว่าเรื่องการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออุดช่องว่าง”

ขณะที่ พูนสุข พูนสุขเจริญ ย้ำถึงเจตจำนงในการรื้อถอนมรดกรัฐประหารว่า

“การลงครั้งนี้เพื่อแสดงเจตจำนง ว่าประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เราจะมีรัฐธรรมนูญอย่างยาวนานควรมาจากประชาชน ครั้งนี้เป็นเจตจำนงว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ จากนั้นจะดูว่าแก้อะไรทำอะไรในครั้งต่อไป”

ด้าน พุทธณี กางกั้น เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญกับการสร้างบ้านว่า

“ถ้าเราเปรียบรัฐธรรมนูญเหมือนบ้าน เราก็ทราบว่ารากฐานเก่าของเราไม่แข็งแรงด้วยเหตุผลที่หลายคนก็ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่เป็นฉบับที่อยู่ระหว่างผู้ปกครองจากการทำรัฐประหาร นี่คือความสำคัญของโอกาสที่เราจะร่วมกันสร้างเสา สร้างคาน ปูคอนกรีตให้มันแข็งแรง โดยการทำรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน”

สุดท้าย เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ได้ฝากความหวังไว้ที่ปลายนิ้วของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนว่า

อำนาจประชาชนในประเทศนี้ เราควรมีสิทธิมีเสียงในการพูดถึงอนาคต เราไม่อยากให้การเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน สิ่งที่เราคุยกันวันนี้เหมือนการมอนิเตอร์การทำงานของพรรคการเมือง หวังว่า 8 กุมภา อย่าลืมกา 3 ใบ และกาเพื่อสิทธิมนุษยชน

การเลือกตั้ง 69 จึงไม่ได้จบแค่รู้ผลแพ้ชนะของขั้วการเมือง แต่อาจคือการวัดใจสังคมไทยว่า เราจะยอมปล่อยให้เรื่องสิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการ แล้วเหลือเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือเราจะใช้ปากกาในมือกาบัตรทั้ง 3 ใบเพื่อดึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมาสู่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง

related