svasdssvasds

ผิดหวังแต่ไม่สิ้นหวัง “น้าดอกรัก” นักการ (ศึกษา) วัดดอนสนวน

ผิดหวังแต่ไม่สิ้นหวัง “น้าดอกรัก” นักการ (ศึกษา) วัดดอนสนวน

แต่ละปีงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ จัดว่าเป็นกระทรวงลำดับต้นๆ ที่ได้รับเงินจัดสรรมากที่สุด แต่ทำไมยังเกิดคำถามว่าโรงเรียนบางแห่งยังขาดแคลนเงินพัฒนาการเรียนการสอน หรือแม้แต่เงินจ้างครูยังไม่พอ

SHORT CUT

  • “น้าดอกรัก” นักการภารโรงโรงเรียนวัดดอนสนวน สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในชนบท ทั้งงบประมาณที่ไม่ตรงจุด อุปกรณ์เก่า และการขาดแคลนครู
  • ครูต้องแบกรับภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอน เช่น ทำอาหารกลางวัน ขณะที่นักเรียนจำนวนมากหลุดจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน
  • แม้ตนเองจะเคยผิดหวังที่ไม่ได้เป็นครู แต่ยังคงไม่สิ้นหวัง โดยได้กำลังใจจากเด็กๆ และฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ให้เข้ามาพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง

แต่ละปีงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ จัดว่าเป็นกระทรวงลำดับต้นๆ ที่ได้รับเงินจัดสรรมากที่สุด แต่ทำไมยังเกิดคำถามว่าโรงเรียนบางแห่งยังขาดแคลนเงินพัฒนาการเรียนการสอน หรือแม้แต่เงินจ้างครูยังไม่พอ

เอกลักษณ์ ช่างศักดิ์ หรือที่ครู และเด็กๆ โรงเรียนวัดดอนสนวน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เรียกว่า “น้าดอกรัก” นักการภารโรงวัย 49 ปี สะท้อนว่า แต่ละปีจะได้งบประมาณหนึ่งครั้ง และต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ให้มาด้วย บางทีห้องน้ำยังสมบูรณ์อยู่ แต่ไฟฟ้าในโรงเรียนทรุดโทรม เสี่ยงต่อการเกิดไฟช็อตนักเรียน ก็ต้องทำห้องน้ำ จึงเป็นสาเหตุให้การพัฒนาหลายๆ อย่างไม่ตรงกับความต้องการ 

 

“ที่น่ากังวลที่สุด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งบน้อย อุปกรณ์การสอนจำกัด ชั้นอนุบาล 1 2 3 อยู่ในห้องเดียวกัน ไม่มีงบสร้างอาคารใหม่ ไฟฟ้าที่โรงเรียนอายุการใช้งาน 40-50 ปี แล้ว เริ่มลัดวงจร ถ้าเราไม่มีงบ เราก็เปลี่ยนไม่ได้ พอไฟช็อตที เราก็ปรับปรุงทำเป็นจุดๆ ไป ปีหนึ่งเราก็จะได้งบประมาณมาทีหนึ่ง บางทีมันก็ไม่ตรงจุด แต่ก็ต้องทำให้ตรงจุด เพราะถ้าไม่ตรงจุดก็ผิดกฏหมาย”

 

“อุปกรณ์การเรียนของเด็ก ซื้อตอนเปิดเทอม พอหมดแล้ว เด็กก็ต้องซื้อเอง ไม่พอหรอก ประถม สี่ร้อยบาท ๆ ไหนจะรองเท้า ร้องเท้าเท่าไหร่ เสื้อกับกระโปรงก็ล่อไป 3-4 ร้อย ไหนจะถุงเท้า ไหนจะปากกา  คอมพิวเตอร์มีแต่ว่าเป็นคอมเก่าๆ ไอแพดไม่เคยได้จับ ขนาดครูยังมีแค่บางคนเลย ราคามันค่อนข้างสูง” น้าดอกรัก กล่าว 

 

ที่น่าตกใจกว่านั้น คือ เรื่องขาดครู บุคลากรที่สำคัญที่สุดในระบบการศึกษา น้าดอกรักเล่าว่า ถึงกับต้องทำผ้าป่า พึ่งพาบุญหาเงินมาจัดจ้างครู และเด็กนักเรียน เช่น ชั้น ป.1 และ ป.2 ยังต้องใช้ครูคนเดียว นั่งเรียนนั่งหันหลังให้กัน คนละด้าน ครูให้งาน ป.1 เสร็จแล้ว มาสอน ป.2 ต่อ

 

“บุคลากรเราไม่ครบ ไม่มีงบอะไรอย่างนั้น ครูบางคนโรงเรียนก็ต้องจ้างเอง ทำผ้าป่า ทำนู่นทำนี่ ทำอะไรเข้ามา ทำผ้าป่าเพื่อจ้างครูบางคน” น้าดอกรัก กล่าว

อีกทั้งครูไม่ได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียว ต้องมาจัดอาหารกลางวันนักเรียนด้วย โดยไม่ได้มีเงินจ้างคนภายนอก บางครั้งตนเป็นคนไปทำ โดยสลับกับครูสอนที่สอนเสร็จแล้ว 

 

“ที่เราเห็นครูเขาก็เครียดนะ เพราะบางทีมีเรื่องงานเอกสาร ทำไม่สำเร็จเครียดทำอะไรไม่ถูก แล้วเวลาผู้ใหญ่มาก็ต้องต้อนรับ เป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้เป็นครูกี่เปอร์เซ็นต์ จริงๆ ครูแกก็พูดกันนะว่า เราเป็นครูกันตอนไหนเนี่ย ตอนนี้เรามาเป็นแม่ครัวกันแล้วเนี่ยตอนนี้ จริงๆ คุยกัน เขาก็คุยกัน แต่ว่าคุยกันสนุกสนาน” น้าดอกรัก กล่าว
 


น้าดอกรัก ย้อนอดีตไปอีกว่า อยู่กับโรงเรียนนี้มาตลอด 20-30 ปี ตอนแรกไม่ได้มาเป็นนักการภารโรง แต่เข้ามาสอนกีฬา เวลามีกิจกรรมครูจะบอกว่า “น้ารัก” มาสอนวอลเลย์บอลหน่อย ซึ่งตนก็มาสอนด้วยใจ เพราะเด็กที่เรียนก็คือ ลูกหลาน จนกระทั่งตำแหน่งนักการภารโรงว่าง จึงได้เข้ามาทำหน้าที่นี้เรื่อยมา วันไหนครูติดภารกิจ ก็ได้ช่วยดูแลเด็ก ช่วยสอนหนังสือในชั้นเรียน

 

“เพราะมรดกความจน ทำให้เด็กในชนบทหลุดการศึกษา” เป็นคำนิยามสั้นๆ ที่น้าดอกรัก สะท้อนความเป็นไปของโรงเรียนนี้ เพราะนักเรียนบางคนยากจนจริงๆ ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้า แตกต่างจากเด็กในเมือง ซึ่งเป็นลูกคนมีฐานะ

แถบชนบท จะเป็นลูกคนหาเช้ากินค่ำ บางทีไม่มีเงินส่ง ถึงจะเรียนฟรีก็จริง แต่ก็ต้องมีเงินไปกินโรงเรียน ต้องมีชุด ค่าเดินทางค่าน้ำมัน ค่าอะไรต่างๆ เด็กหลายคนเรียนได้เต็มที่แค่ ม.6 ม.3 ต้องหยุด เรียนไปเลือกทำงานเพื่อได้เงินมาเลี้ยงชีพ เพราะถ้าเรียนต่อระดับปริญญาอย่างน้อยมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ากินอยู่ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000-5,000 บาท พ่อแม่ไม่มีเงินส่งขนาดนั้น คนแถวนี้ประกอบอาชีพเก็บพริกวันละ 200-500 บาท ซึ่ง เก็บได้วันละ 500 บาท ไม่ได้มีทุกวัน รวมๆ อาทิตย์หนึ่งทำงานได้เงิน 1,000 บาท แต่ต้องเก็บไว้กินตลอด 7 วัน ทำให้ไม่มีเงินส่งลูก” 

 

น้าดอกรัก คาดหวังกับการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2570 อยากส่งเสียงถึงรัฐบาลใหม่ ทำให้การศึกษาไทยดีกว่าเดิม หวังว่าให้คนที่เข้าไปบริหารประเทศ ทำได้อย่างที่พูด เงินเดือนครู อะไรต่างๆ ให้ดีขึ้น ให้มาพัฒนาโรงเรียน ให้นักเรียนมีสิ่งที่ดีๆ เพื่อจะได้เกิดการพัฒนาต่อๆ ไป 

 

“อยากให้ครูมีเพียงพอกับนักเรียน เพื่อให้ได้เรียนแบบมีคุณภาพ ดูนี่สิอุปกรณ์สนามเด็กเล่นที่ตั้งอยู่ มีอายุ 40 ปีแล้วมั้ง ตั้งแต่รุ่นน้าเรียน มันไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นมาเลย” น้าดอกรัก กล่าว 

 

น้าดอกรัก บอกว่า ตอนมราเรียนจบชั้น ป.6 เขามีความฝันอยากเป็นครู แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะฐานะทางบ้านยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา แต่เขาไม่เคยสิ้นหวัง ที่จะได้เห็นเด็กทุกคนได้เรียนมีความรู้ที่ดี โดยไร้ข้อจำกัด

 

“อยากให้เรียนจบปริญญาแล้วทำงานดีๆ ทุกคนเลย ในความคาดหวังของเรานะ เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่ด้อยโอกาสในการเรียน ตอนที่จบ ป.6 ใฝ่ฝันอยากเป็นครูนี่แหละ แม่ไม่มีเงินส่ง จนอายุ 20 ปี มาเรียน กศน. พอเราจบ ม.6 แล้วจากที่เราทำงานโรงงาน เราก็เปลี่ยนมาทำงานห้างสรรพสินค้า มันก็สบายขึ้น ถ้าเด็กๆ สามารถจบปริญญาทุกคน ก็น่าจะทำงานสบายขึ้น เงินเดือนก็อาจจะสูงขึ้น ให้เขาประสบความสำเร็จไป” น้าดอกรัก กล่าว

 

ก่อนทิ้งท้ายว่า มันมีวันที่เราหมดหวังท้อทุกอย่าง แต่ที่เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเด็กๆ นี่แหละ เด็กๆ บางคนเห็นเราไม่ยิ้ม จะถามว่าวันนี้น้าดอกรักเป็นอะไร เขาจะมาถามเขาจะมากอด เราก็รู้สึกมีกำลังใจต่อสู้ต่อ เราต้องหวังให้พวกเด็กๆ เจริญก้าวหน้าเรียนสูงๆ มีเงินเดือนดีๆ เลี้ยงพ่อแม่ แล้วกลับมาพัฒนาบ้านเราได้อย่างนี้ เราต้องหวังอะไรที่มันสมควรได้ มันต้องได้

 

 

ดูวิดีโอเพิ่มเติม