
SHORT CUT
“เซฟ เดอะ ชิลเดรนเตือน การศึกษาเด็กชายแดนไทย–เมียนมาเผชิญแรงกดดัน เด็กหลุดจากระบบเพิ่มหลายเท่า เสี่ยงกระทบทุนมนุษย์ระยะยาว”
20 มกราคม 2569 เซฟ เดอะ ชิลเดรน ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การศึกษาของเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา และชุมชนตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา หลังพบสัญญาณแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการเข้าถึง คุณภาพการเรียนรู้ และความต่อเนื่องทางการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบที่ทวีความรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประเด็นดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านรายงานฉบับใหม่ที่เปิดตัวในงาน “Education on the Edge” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นผลการสำรวจการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียนผู้หนีภัยการสู้รบและนักเรียนข้ามชาติตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา
รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2563–2568 จำนวนผู้เรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 33 ในหลาย “เส้นทางการศึกษา” โดยเฉพาะศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติที่มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 107 สะท้อนว่าการอพยพและความไม่มั่นคงในเมียนมายังคงผลักดันให้เด็กจำนวนมากเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาชายแดนไทย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผู้เรียนไม่ได้มาพร้อมกับทรัพยากรที่เพียงพอ โรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้จำนวนมากเผชิญปัญหาความแออัด ครูไม่พอ และงบประมาณจำกัด ส่งผลให้คุณภาพและความต่อเนื่องของการเรียนรู้เริ่มสั่นคลอน
หนึ่งในประเด็นที่น่าห่วงที่สุดคืออัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ จำนวนเด็กที่หลุดจากระบบเพิ่มจาก 464 คนในปี 2566 เป็น 2,722 คนในปี 2568 หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของผู้เรียนทั้งหมด เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าในเวลาเพียงสองปี
สาเหตุหลักมาจากการย้ายถิ่นของครอบครัวและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว มีเด็กหลุดออกจากระบบราว 1,000 คน หรือร้อยละ 4–5 ของผู้เรียนทั้งหมด โดยมักเชื่อมโยงกับความรู้สึกสิ้นหวังต่ออนาคต จากข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมาย การเดินทาง และโอกาสในการทำงานหรือศึกษาต่อ
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ เด็กเกือบครึ่งหนึ่งที่ออกจากระบบไม่ได้แจ้งเหตุผลหรือข้อมูลใด ๆ ทำให้ “หายไปจากระบบ” และเสี่ยงไม่ได้รับการคุ้มครองในด้านอื่น ๆ ตามมา
รายงานยังชี้ให้เห็นปัญหาคุณภาพการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสภาพการทำงานของครู ครูในพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1,000–1,160 บาทต่อเดือน และมีการเปลี่ยนครูผู้สอนสูงถึง 4–5 คนต่อโรงเรียนต่อปี ส่งผลให้การเรียนการสอนขาดความต่อเนื่อง เด็กต้องปรับตัวกับครูและรูปแบบการสอนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โรงเรียนจำนวนมากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาครูทดแทน แทนที่จะมุ่งพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้โดยตรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเรียนไม่ทัน ท้อถอย และหลุดออกจากระบบในที่สุด
อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นปัญหาสำคัญ เด็กในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติร้อยละ 61 ขาดเอกสารที่จำเป็นต่อการเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ขณะที่เด็กร้อยละ 46 ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวไม่มีเอกสารหรือไม่ทราบสถานะทางกฎหมายของตนเอง
ด้านภาษา รายงานพบว่า ร้อยละ 76 ของเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว และร้อยละ 40 ของเด็กในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ไม่มีทักษะการเขียนภาษาไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการเรียนต่อและการปรับตัวในระบบโรงเรียนไทย
นายกีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหารของเซฟ เดอะ ชิลเดรน ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีนโยบาย “การศึกษาสำหรับทุกคน” เปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติ เด็กไร้เอกสาร และเด็กไร้รัฐ เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐได้ แต่จากการทำงานภาคสนามพบว่า เด็กจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสิทธินี้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากเงื่อนไขด้านเอกสาร ค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และการดำเนินงานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
สำหรับเด็กในค่ายพักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่ง ยังมีข้อจำกัดเชิงนโยบายเพิ่มเติมที่ทำให้การศึกษาไม่ต่อเนื่องและไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ องค์กรจึงเรียกร้องให้รัฐและทุกภาคส่วนมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและสอดประสานกันมากขึ้น เพื่อทำให้สิทธิที่มีอยู่แล้วเกิดขึ้นจริงอย่างเท่าเทียม
เซฟ เดอะ ชิลเดรนย้ำว่า การศึกษาไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของใครบางกลุ่ม แต่คือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย การทำให้เด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสถานะใด สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย ไม่เพียงเป็นเรื่องสิทธิเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวต่อทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงของประเทศในอนาคตด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง