svasdssvasds

Love Actually กับด้านมืดความโรแมนติก เมื่อความรักคือการคุกคาม

Love Actually กับด้านมืดความโรแมนติก  เมื่อความรักคือการคุกคาม

จากฉาก Cue Cards ใน Love Actually ถึงงานวิจัยเตือนภัย: เมื่อหนังรักสอนให้ “ไล่ตามไม่ยอมเลิก” กลายเป็นความโรแมนติก และทำให้เส้นแบ่งระหว่างความรักกับการละเมิดเลือนหาย

SHORT CUT

  • ฉากคลาสสิกอย่าง Cue Cards จาก Love Actually และหนังรักอีกหลายเรื่อง มักเล่าให้พฤติกรรมที่ในชีวิตจริงอาจเข้าข่ายการคุกคามหรือสตอล์ก ถูกมองว่าเป็นความรักจริงใจ น่าประทับใจ และควรให้อภัย
  • ผู้หญิงที่ดูโรมคอมมีแนวโน้มจะยอมรับ “stalking myths” มากขึ้น คือเชื่อว่าการเฝ้าตาม ติดตาม หรือไม่ยอมปล่อย เป็นการแสดงออกของความรัก มากกว่าจะมองว่าเป็นพฤติกรรมที่อันตรายหรือควรระวัง
  • เมื่อหนังให้รางวัลกับความพยายามไม่ยอมแพ้ ผู้ชมอาจลดความเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และมองสัญญาณเตือนภัยว่าเป็นเรื่องปกติ ขณะที่หนังที่เล่า “การไล่ล่า” อย่างน่ากลัวจริงจังกลับช่วยให้ผู้ชมระมัดระวังมากขึ้น

จากฉาก Cue Cards ใน Love Actually ถึงงานวิจัยเตือนภัย: เมื่อหนังรักสอนให้ “ไล่ตามไม่ยอมเลิก” กลายเป็นความโรแมนติก และทำให้เส้นแบ่งระหว่างความรักกับการละเมิดเลือนหาย

หนึ่งในฉากที่ถูกยกให้ “ยิ่งใหญ่” ที่สุดของหนังรักยุคใหม่ คือฉาก Cue Cards จาก Love Actually ฉากที่ตัวละครชายคนหนึ่งแทบไม่เอ่ยปากพูด แต่เลือกใช้ป้ายข้อความทีละใบ ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อหญิงสาวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ ทั้งตรงไปตรงมา เรียบง่าย และทรงพลัง จนประโยคสั้น ๆ อย่าง “To me, you are perfect.” กลายเป็นภาพจำของหนังเรื่องนี้ทันที

Love Actually กับด้านมืดความโรแมนติก  เมื่อความรักคือการคุกคาม

ความคลาสสิกของฉากนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกภาพยนตร์ แต่ถูกหยิบยืมไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนมีมในอินเตอร์เน็ต เพราะมันดูน่ารักแบบกวนๆ ดี และแม้กระทั่งเร็วๆ นี้ พรรคการเมืองในประเทศไทย ยังนำโครงสร้างของฉากนี้ไปใช้เป็นคลิปเชิงหาเสียงให้ประชาชนหลงรักอีกด้วย

แอบตามชีวิตส่วนตัว พฤติกรรมที่หนังทำให้ดูน่ารัก

อย่างไรก็ตาม แม้ฉากสุดอมตะจาก Love Actually จะดูอบอุ่นและแสนหวาน แต่งานวิจัยหนึ่งชี้ว่า หนังโรมคอมประเภทนี้อาจกำลังสร้างความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมความรักที่อันตรายในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับผู้หญิง 

รายงานชื่อ "I Did It Because I Never Stopped Loving You"โดยนักวิจัย จูเลีย อาร์ ลิปป์แมน (Julia R Lippman)จากสหรัฐฯ ได้ตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า พฤติกรรม “ไล่ตามไม่ยอมเลิก” ที่ในชีวิตจริงเข้าข่ายการคุกคามหรือสตอล์ก กลับถูกทำให้ดูโรแมนติกในหนังรักหลายเรื่อง และการดูหนังเหล่านี้ส่งผลต่อมุมมองของผู้ชมอย่างไร

งานวิจัยดังกล่าวศึกษาผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง โดยให้ดูภาพยนตร์คนละประเภท บางกลุ่มดูโรมคอมที่ตัวละครชายไม่ยอมรับคำปฏิเสธ ไล่ตามหญิงสาวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกกลุ่มดูภาพยนตร์ที่นำเสนอการไล่ล่าในแง่มุมที่น่ากลัวจริงจัง หรือดูสารคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรักเลย

หลังชมภาพยนตร์ ผู้เข้าร่วมถูกขอให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติต่อพฤติกรรมรุกล้ำในความสัมพันธ์ ผลที่ได้ชวนให้ตั้งคำถามอย่างมาก เพราะผู้หญิงที่ดูโรมคอมมีแนวโน้มจะ “ยอมรับ” ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการสตอล์กมากกว่ากลุ่มอื่น

นักวิจัยเรียกชุดความเชื่อเหล่านี้ว่า “stalking myths” หรือ “ตำนานเกี่ยวกับการสตอล์ก” ซึ่งหมายถึงการมองว่าการติดตาม การเฝ้าดู หรือการไม่ยอมปล่อยมือ เป็นเพียงการแสดงออกของความรัก ไม่ใช่พฤติกรรมที่ควรถูกตั้งคำถามหรือระวังภัย 

เส้นแบ่งของความโรแมนติกและการละเมิด

ปัญหาคือ โรมคอมจำนวนมากเล่าเรื่องในสูตรเดียวกัน พระเอกอาจถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความพยายามไม่ลดละกลับนำไปสู่ตอนจบที่สมหวัง เมื่อหนังบอกเราซ้ำ ๆ ว่า “ความรักที่แท้จริงต้องไม่ยอมแพ้” เส้นแบ่งระหว่างความโรแมนติกกับการละเมิดขอบเขตจึงค่อย ๆ เลือนหายไป

นักวิจัยชี้ว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ ผู้หญิงอาจเริ่มลดความเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่รู้สึกไม่สบายใจ เพราะภาพจำจากหนังทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นดู “ปกติ” หรือ “น่าประทับใจ” มากกว่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัย

Love Actually กับด้านมืดความโรแมนติก  เมื่อความรักคือการคุกคาม

ในทางกลับกัน กลุ่มที่ดูภาพยนตร์ซึ่งนำเสนอการไล่ล่าอย่างน่ากลัวจริงจัง กลับมีท่าทีระแวดระวังมากขึ้น และไม่เห็นด้วยกับความโรแมนติกแปลกๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าวิธีการเล่าเรื่องในสื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตีความพฤติกรรมเดียวกัน

ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าโรมคอมเป็นสิ่งเลวร้าย หรือไม่ควรดู แต่ชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวความรักในจอภาพยนตร์ไม่ใช่ภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อหนังเลือกให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ในชีวิตจริงอาจเป็นอันตราย  

ที่มา : theguardian 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related