
SHORT CUT
พฤติกรรมการสมยอมระหว่างผู้โดยสาร และ คนขับที่อยู่ในระบบแพลตฟอร์มเรียกรถ ในการตกลง “ราคานอกแอป” หากใครติดตามข่าวสารจะพบว่า แทบทุกครั้งมักจบด้วย “คดีทำร้ายร่างกาย”
ปัจจุบันยังไม่เห็นความชัดเจนในการจัดการปัญหา "ตกลงราคานอกแอป" อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในจังหวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้นแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ที่รัฐบาลพยายามเร่งฟื้นฟูรายได้จากภาคบริการนี้เข้าประเทศ
ข่าวหนุ่มขับโบลท์วัย 27 ปี ถูกนักท่องเที่ยวอเมริกันทำร้ายร่างกาย หลังตกลงค่าโดยสารไม่ตรงกัน ที่เกิดเหตุขึ้นในเมืองพัทยาเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในพื้นที่สื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่เกิดเหตุคือ พัทยา เมืองท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก จึงได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ รายละเอียดของข่าวแม้ไม่ได้ระบุชัดเจน ว่าต้นตอความขัดแย้งเรื่อง “จ่าย-ไม่จ่าย” เกิดจากการที่ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้ทำตามระบบของแอปเรียกรถ คือ กดเรียกรถ – ดูราคาที่โชว์ในแอป – กดยอมรับ แต่ใช้วิธีการ “ตกลงราคากันเอง” และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็เกิดพฤติกรรม “ชักดาบ” เพราะผู้โดยสารอ้างว่าแพงเกินไป ทางฝั่งคนขับก็อ้างว่าเป็นราคาที่ผู้โดยสารยอมรับตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ จนเกิดความไม่พอใจและทำร้ายร่างกายกัน จนต้องไปจบที่สถานีตำรวจ
และย้อนไปต้นเดือนมกราคม 2569 ก็มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่พอใจ ที่คนขับรถเรียกค่ารถเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ ด้วยเหตุผลว่าต้องขับรถพานักท่องเที่ยวมาแลกเงิน เพราะมีเงินบาทไทยไม่พอจ่ายค่าโดยสาร แต่นักท่องเที่ยวไม่ยอมจ่าย เนื่องจากไม่มีการตกลงกันจึงได้มีปากเสียงกัน และนักท่องเที่ยวได้เตะใส่คนขับไป 1 ครั้งก่อนแยกย้ายกันไป ซึ่งกรณีนี้ไม่มีการแจ้งความ แต่เป็นไวรัลจากที่มีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ไว้ได้
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการที่คนขับคิดราคานอกแอปพลิเคชัน เป็นสาเหตุหลักของข้อพิพาท เนื่องจากทำให้ผู้โดยสารไม่ทราบราคาที่แน่นอน นำไปสู่ปัญหาการทะเลาะวิวาท การชักดาบ หรือเหตุรุนแรงตามมา ขณะที่ วิธีการชำระผ่านแอปตามนโยบายปกติ จะช่วยให้มีการบันทึกการเดินทางและราคาที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้โดยสารอาจเจอประสบการณ์
ปัญหาการตกลงราคา "นอกแอป" หลักๆ เนื่องจากคนขับ ต้องการเลี่ยงการโดนหักค่าคอมมิชชันจากแพลตฟอร์ม หรือมองว่าราคาที่แอปคำนวณให้นั้นต่ำเกินไปไม่คุ้มค่าเหนื่อย ส่วนทางฝั่งผู้โดยสาร บางครั้งยอมจ่ายเพราะรถหายาก หรือต้องการความรวดเร็วในการเดินทางโดยไม่ต้องรอนาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อตัวเลข “ราคา” ไม่มีหลักฐานยืนยัน เพราะระบบไม่มีการบันทึกเส้นทางและราคา ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบี้ยว (เช่น ลูกค้าไม่จ่ายเงิน หรือคนขับเรียกเพิ่มกลางทาง) จะไม่มีตัวกลางในการตัดสิน ปัญหาและความเสี่ยง จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งฝั่งคนขับ คือ เมื่อไม่มีระบบตัดเงินผ่านบัตรหรือการยืนยันตัวตนในแอป หากผู้โดยสารปฏิเสธการจ่าย คนขับจะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากทางแพลตฟอร์ม
ขณะที่ผู้โดยสาร ก็จะเจอความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่ำ เพราะการเดินทางนอกระบบทำให้ฟีเจอร์ความปลอดภัย เช่น Share My Ride (การแชร์ตำแหน่งให้คนใกล้ชิด) หรือปุ่ม SOS ใช้งานไม่ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการทำร้ายร่างกายหรืออาชญากรรม อีกทั้ง ประกันไม่คุ้มครอง เพราะโดยปกติการเรียกรถผ่านแอปจะมีประกันอุบัติเหตุคุ้มครองระหว่างการเดินทาง แต่หากเป็นการตกลงนอกแอป ประกันเหล่านี้จะถือเป็นโมฆะทันที
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ปัญหาลักษณะนี้เกิดต่อเนื่องมาหลายปี คู่มากับความนิยมใช้บริการแอปเรียกรถในประเทศไทย แต่กลับยังไม่เห็นความชัดเจนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันพฤติกรรมการตกลงราคานอกแอป รวมถึงมาตรการที่ “เอาจริง” จากแพลตฟอร์มในการแบนคนขับที่มีพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด เพราะหลายครั้งไม่พบความคืบหน้าของการ take action จากแพลตฟอร์ม
ขณะเดียวกัน บนพื้นที่โซเชียล ก็จะเริ่มเห็นโพสต์ “เสียงบ่น” จากคนขับมากขึ้น เกี่ยวกับสถานการณ์ค่าโดยสารต่ำเกินเหตุ คนขับรถจำนวนมากเริ่มท้อแท้ และเอือมระอากับราคาค่าโดยสารที่ "ถูกเกินไป" ซึ่งเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง ก็คือ การแข่งขันแบบดุเดือด เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ และเป็นผู้มาก่อนในตลาด การแจกคูปองส่วนลดค่าโดยสาร 30% - 50% แบบรัวๆ ผู้โดยสารชอบใจ แต่คนขับที่ปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎเกณฑ์ช้ำใจ
“ขับทั้งวัน ยังไม่เหลือตังค์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเลยครับ” หนึ่งในคนขับกล่าวกับน้ำเสียงเหนื่อยล้า ก่อนจะเสริมว่า ค่าใช้จ่ายก็มีทั้งค่าน้ำมัน ค่าผ่อนรถ ค่าโทรศัพท์ ไหนจะต้องกินต้องใช้ ยังไม่รวมเวลาที่หมดไปวันละหลายชั่วโมง แต่สุดท้ายได้เงินกลับบ้านแบบแทบไม่เหลืออะไร
ล่าสุด นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า สภาฯ รับเรื่องร้องเรียนบริการรถสาธารณะที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ปัญหาหนึ่งที่มีการร้องเรียนเข้ามามาก ก็คือ การขอค่าโดยสารเพิ่ม (นอกแอป) โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งผู้บริโภคจะเสียเปรียบเพราะมีบริการน้อย เวลาออกไปไกลจากตัวเมืองจะโดนเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่มเติมประจำ ผู้ใช้บริการทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเลือกน้อย
ทั้งนี้ บริการรถสาธารณะ ผู้กำกับดูแลคือ กรมการขนส่งทางบก แม้กรมฯ จะเปิดให้การร้องเรียนสามารถทำผ่านช่องทางแอป ได้ แต่ยังแก้ปัญหาได้ไม่หมด ยังมีคนที่มาสภาฯ เพราะการร้องเรียนไปที่หน่วยงานแล้ว แต่ได้รับการแก้ไขล่าช้า จึงอยากให้กรมการขนส่งทางบก ปรับปรุงเชิงระบบเพื่อช่วยให้เรื่องร้องเรียนที่มีปัญหาบางแอป แก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือให้ปรับปรุงระบบของผู้ให้บริการมีมาตรฐานกว่านี้