
SHORT CUT
ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยถูกมองว่าเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่ปัจจุบันปัจจัยทุกอย่างกลับชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดุเดือดของไทย 'ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว' ก็นับเป็นอีกเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงของบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อซื้อใจประชาชนก่อนจะถึงวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยส่วนใหญ่ต่างให้คำมั่นว่าจะก้าวเข้ามาบริหารประเทศเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเคยภาคภูมิใจกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับติดอยู่ในภาวะชะงักงันที่เติบโตประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์มาตลอดห้าปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ล้วนอยู่ในช่วงขาลง
เมื่อเทียบกันแล้ว อัตราการเติบโตที่สูงถึง 13 เปอร์เซ็นต์ในปี 1988 คือสิ่งที่ทำให้ไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น 'เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย' แต่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนลาง เนื่องมาจากจำนวนประชากรสูงวัยและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
บุรินทร์ อดุลวัฒนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า “จากที่เคยได้รับการยกย่องด้านความแข็งแกร่ง กลับกลายเป็นประเทศที่อ่อนแอที่สุดในเอเชียภายในเวลาเพียง 10 ปีนั้น นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก”
ความไม่มั่นคงทางการเมือง
นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของไทยเลวร้ายลงไปอีก คือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกองทัพยังคงเผชิญหน้ากับฝ่ายปฏิรูปที่ถูกมองว่าชนะการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึงสามคนในระยะเวลาเพียงสามปี
กิตติ พรศิวะกิตต์ ประธานสมาคมส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า ความวุ่นวายทางการเมืองนี้ยังส่งผลกระทบต่อโครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยว แต่เขายังเชื่อว่าหากรัฐบาลมี 'ความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพ' ที่ดีขึ้น ประเทศไทยก็จะสามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้
ด้านพิพัฒน์ เหลืองนฤมิทชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน พัทรา มองว่า 'ทุกอย่างกำลังพังทลาย' เพราะไทยไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง
ขณะที่สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังเพิ่มมากขึ้น ธนาคารกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้จึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ
นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 เมื่อคิดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น
แม้ว่ารัฐบาลจะคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าช้าที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่
เมื่อเดือนที่แล้ว เกรียงไกร เทียนนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่สำคัญของประเทศ
เขาย้ำว่า “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่”
เนื่องจากภาคการผลิตของไทยอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว หลังได้รับผลกระทบจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ เช่น เวียดนาม
ผลกระทบดังกล่าวยังสร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เช่น นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่นๆ ต่างทยอยปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลงเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ยุพิน บุญสิริจันทร์ ประธานชมรมอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
ความหวังอยู่ที่รัฐบาลใหม่?
หากจะมองหาแนวทางแก้วิกฤตครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมการผลิตมูลค่าสูง ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ
แต่สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูสถานะทางการเงินของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง และมองหาวิธีประหยัดเงินมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่จะมีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ
'สแกมเมอร์' ก็มีส่วนรับผิดชอบ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ก็กำลังชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการโรงแรม ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักน้อยลง
โดยหนึ่งในสาเหตุหลักนอกจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ แล้ว ยังมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังจากที่นักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวโดยแก๊งมิจฉาชีพทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้วด้วย
ที่มา: FT