
SHORT CUT
เปิดปมพิรุธ 6 จังหวัดยุทธศาสตร์ เลือกตั้ง 2569 จากถุงดำปทุมธานีสู่ไฟดับ ชลบุรีเขต1 ผู้มีสิทธิ-พรรคการเมือง ประสานเสียงจี้ กกต. ตรวจสอบ ‘บัตรเขย่ง-คะแนนงอก’ หลังพบความผิดปกติหน้าหน่วยสวนทางระบบ Dashboard กกต. ทั่วประเทศ
หลังเสร็จสิ้นการลงคะแนนเลือกตั้ง 2569 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าภารกิจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อคลื่นความไม่พอใจจากภาคประชาชนและพรรคการเมืองขยายตัวเป็นวงกว้าง กลายเป็นแคมเปญ #นับใหม่ทั้งประเทศ หลังพบความผิดปกติที่ยากจะอธิบายในหลายพื้นที่
ที่เขต 7 (ธัญบุรี) ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง 2569 เขตที่เป็นการแข่งขันกันระหว่าง นายพิษณุ พลธี ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย กับ น.ส.ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข ผู้สมัครจากพรรคประชาชน โดนนักศึกษาและผู้สังเกตการณ์ขอเข้าดูการนับคะแนนแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ มีการพบถุงดำบรรจุเอกสารปริศนาในพื้นที่รวมคะแนน และกระบวนการนับคะแนนล่วงหน้าที่ขาดความโปร่งใส แม้ กกต. จะสั่งนับใหม่บางส่วนแต่ประชาชนยังคงปักหลักประท้วง เพราะเชื่อว่ากระทบต่อผลคะแนนในภาพรวม
เลือกตั้ง 2569 คู่ชิงสำคัญเขต 1 คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เอาชนะ นายวรท ศิริรักษ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ไป 4,063 คะแนน แต่เกิดเหตุการณ์ไฟดับ ระหว่างการนับคะแนน จนกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย นำไปสู่ข้อครหาอาจเกิดการเปลี่ยนหีบบัตรและการเกิดบัตรเขย่ง (จำนวนบัตรไม่ตรงกับคน) จนมวลชนต้องล้อมรถขนหีบเพื่อทวงถามความยุติธรรม หลังจากนั้นพบความผิดปกติอีกหลายอย่าง เช่น ไม่มีเคเบิลไทร์รัด, บางใบถูกมัดด้วยเชือกฟางแทน จนเกิดการล้อมพื้นที่เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่เพื่อความโปร่งใส
คู่ชิงสำคัญในเขต 1 คือ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนน 53,148 คะแนน ส่วนนายไกรรินทร์ ทั่งทอง ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้คะแนน 23,035 คะแนน โดยมีคะแนนทิ้งห่างอยู่ 30,113 คะแนน สิ่งที่ถูกตั้งคำถามตามมาคือ ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 1 แสนคน แต่มีคะแนนกว่า 1.3 แสนคะแนน เท่ากับว่ามีส่วนต่างคะแนนงอกกว่า 30,000 คะแนน แม้ กกต. จะอ้างว่าเกิดจากการกรอกข้อมูลผิดพลาด (Human Error) แต่ฝั่งพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการคำนวณใหม่และตัดคะแนนที่งอกออกมา ผลลัพธ์อาจพลิกกลับมาสูสีหรือเปลี่ยนตัวผู้ชนะได้ จึงควรต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องใหม่ทั้งหมด
คู่ชิงสำคัญในเขต 2 คือ นายดาชัย เอกปฐพี ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ที่เอาชนะ นางสาวสุวิภา กุศลจูง หรือ ‘มิ้วส์ สุวิภา’ จากพรรคประชาชน ไปเพียง 2,215 คะแนน แต่กลับมีจำนวนบัตรเสียพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ใบ ในพื้นที่ที่พรรคคู่แข่งชนะไปเพียงหลักร้อยคะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน จึงเข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบบัตรเสียทั้งหมดใหม่ รวมถึงมาตรฐานการวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ เพราะหากวินิจฉัยบัตรเสียเพียง 1 ใน 3 ให้เป็นบัตรดี คะแนนจะพลิกกลับมาแซงหน้าผู้ชนะทันที
พื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงอย่างอุบลฯ พบปัญหาบัตรเขย่งในหลายเขต เช่น เขต 6 การแข่งขันระหว่าง นางสาวธัญารีย์ สัตตพันธุ์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และ นายกิตติกร เชิดชู ผู้สมัครจากพรรคไทรวมพลัง ซึ่งมีคะแนนห่างกันเพียง พันกว่าคะแนน แต่หลังผ่านมา 24 ชั่วโมง ผลคะแนนการเลือกตั้งยังไม่ได้ถูกนำมาติดแสดงให้ประชาชนทราบ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่กลับได้รับคำตอบว่ายังรวบรวมไม่เสร็จ แต่ใบลงคะแนนกลับถูกส่งไปยังที่ กกต.จังหวัดอุบลราชธานี แล้วบางส่วน และยังพบบัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ และเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายหีบบัตรออกจากพื้นที่
เขต 1 มหาสารคาม การชิงเก้าอี้ระหว่างนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และ นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หลังพบการประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งไม่ตรงกับข้อมูลเดิม มีการนำแผ่นไวนิลเขียนคะแนนใหม่ปิดทับ ไม่มีการรัดเคเบิลไทร์ แม้ว่ากกต.จะแจงว่าเกิดจากความคลาดเคลื่อนของผลรวมคะแนน จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้อง
ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน การ ‘นับใหม่ทั้งประเทศ’ แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่กระแสที่ประชนออกมาเรียกร้อง ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ที่มีมูลเหตุมาจากความมั่นเชื่อมั่น และความโปร่งใส หาก กกต. เลือกที่จะนิ่งเฉยต่อหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น หีบที่ถูกเปิดที่ชลบุรี หรือคะแนนงอกที่พิจิตร แม้ว่าผลการนับใหม่จะออกมาเหมือนเดิม แต่ความสงสัยในใจประชาชนจะกลายเป็นรอยร้าวที่กัดเซาะความชอบธรรมของรัฐบาลชุดใหม่ และประเทศไทยไปตลอดกาล