svasdssvasds

เจาะมาตราการกวาดล้างสแกมเมอร์ บทเรียนเชิงรุกที่ไทยไม่ควรปล่อยเบลอ

เจาะมาตราการกวาดล้างสแกมเมอร์ บทเรียนเชิงรุกที่ไทยไม่ควรปล่อยเบลอ

นานาชาติยกระดับปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ บทเรียนถึงรัฐบาลไทยในการขยายผลจากมาตรการตัดน้ำ-ไฟ สู่การทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างถาวร

SHORT CUT

  • สหรัฐฯ และอังกฤษร่วมมือกันใช้มาตรการคว่ำบาตรและยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ Prince Group เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
  • กัมพูชาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีน จนต้องส่งตัวนายเฉิน จื้อ กลับไปดำเนินคดี และกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์อย่างจริงจัง
  • มาตรการตัดน้ำ-ไฟ-เน็ตของไทยในอดีตถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นบทเรียนให้รัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและเป็นระบบมากขึ้น

นานาชาติยกระดับปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ บทเรียนถึงรัฐบาลไทยในการขยายผลจากมาตรการตัดน้ำ-ไฟ สู่การทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างถาวร

สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group

 

ในเดือนตุลาคม 2025 สหราชอาณาจักรได้คว่ำบาตรเครือข่ายระดับโลกมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานศูนย์สแกมเมอร์ ที่ทรมานแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์ โดยสหราชอาณาจักรได้ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินงานให้อาเซียนปลอดภัยจากการถูกหลอกลวงทางไซเบอร์

 

ศูนย์สแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลกในระดับอุตสาหรกรรม โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2023 ประเมินความเสียหายเป็นมูลค่าเกือบ 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Amnesty International ระบุว่า นี่คือวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่น่าตกใจมาก กับการพบว่าชาวต่างชาติหลายหมื่นคนจาก 50 ประเทศ ตกอยู่ภายใต้สภาพอันไร้สมุษยธรรมในบริเวณคาสิโนที่ไม่ได้ถูกใช้งาน พวกเขาเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำการฉ้อโกงทางออนไลน์และถูกข่มขู่จะทุบตี ใช้ไฟฟ้าช้อตหรือถูกขายให้กับแหล่งอื่น

สำนักข่าว  RFA รายงานว่าในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ให้กับสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการกลโกงแบบหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน และล่อลวงคนด้วยการโฆษณาจ้างงานแบบปลอมๆ นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นความโหดร้ายของสแกมเมอร์ในศูนย์ Golden Fortune ที่มีการกักขังและทำร้ายร่างกายแรงงานที่หลงเชื่อโฆษณาจัดหางานปลอม

 

ด้วยเหตุนี้ ทางสหราชอาณาจักรได้ประสานงานกับสหรัฐฯ และได้ประกาศมาตราการคว่ำบาตรเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติ

 

โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ประกาศมาตราการขั้นสูงสุดต่อ ‘นายเฉิน จื้อ’ เจ้าของ Prince Group ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชา และเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับชนชั้นนำของกัมพูชาสหรัฐฯ และอังกฤษร่วมกันคว่ำบาตรและขึ้นบัญชีดำบุคคลและนิติบุคคลรวม 146 คนในเครือของ Prince Group

 

โดยระบุว่าสิ่งนี้คือ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นายเฉิน จื้อและเครือข่ายได้จัดตั้งค่ายแรงงานบังคับในกัมพูชา กักขังผู้คนไว้เพื่อทำงานหลอกลงทุนคริปโต โดยต่อมาก็ได้นำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านธุรกิจออนไลน์และเหมืองคริปโต โดยทางการสหรัฐ ได้ทำการยึดทรัพย์สินเป็น Bitcoin มูลค่ามหาศาลถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการยึดทรัพย์ในคดีฉ้อโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ในขณะเดียวกันทางอังกฤษ ก็ได้สั่งยึดทรัพย์สินของ Prince Group ในลอนดอน รวมถึงบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อตัดขาด เฉิน จื้อ และเครือข่ายออกจากระบบการเงินของสหราชอาณาจักร

 

'สตีเฟน ดาวตี้' รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “ศูนย์สแกมเมอร์ฉ้อโกงเงินของชาวสหราชอาณาจักรที่หามาได้อย่างยากลําบาก อีกทั้งยังจับเหยื่อซึ่งมีความเปราะบางเอาไว้ภายในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านั้น เราจึงจำเป็นต้องดําเนินการอย่างเด็ดขาด”

 

กัมพูชาเจอแรงกัดดัน ส่งตัว 'เฉิน จื้อ' กลับจีน

ในช่วงต้นปี 2026 หลังราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ‘นายวัง เหวินปิน’ เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ออกมาแถลงการณ์ถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการหายตัวไปของพลเมืองจีนในศูนย์สแกมเมอร์ ในเดือนมกราคม 2026 หลังจากถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งตะวันตกและจีน รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจจับกุมและส่งตัวนายเฉิน จื้อ กลับประเทศจีนทันทีเพื่อดำเนินคดีฟอกเงินและฉ้อโกง

 

ทางการจีนได้ขีดเส้นตายให้กับกลุ่มอาชญากรและแรงงานผิดกฎหมายต้องเข้ามอบตัวหรือออกจากพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า การกดดันจากทางการจีน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แรงงานนับพันคนแห่หนีออกจากนิคมอุตสาหกรรมสแกมในเมืองบาเวตและสีหนุวิลล์ 

 

อีกทั้งยังมีรายงานอีกว่า หลังจากทางการกัมพูชาเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ และอังกฤษ ในขณะที่ Amnesty International ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงเหยื่อที่หลบหนีออกมาและไม่มีที่ไป เสี่ยงต่อการถูกวนกลับเข้าสู่ระบบสแกมเมอร์แห่งใหม่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบเพื่อเป็นการตอบโต้และใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

 

เกาหลีใต้ประกาศถอนรากอาชญากรข้ามชาติ

สำนักข่าว Yonhap รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2026 เกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อีแจมยอง ได้ส่งเครื่องบินพร้อมเจ้าเกือบ 200 นาย บุกเข้าไปรับตัวผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ 73 รายกลับมาดำเนินคดีทันที นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

รัฐบาลเกาหลีใต้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจตอบโต้พิเศษอาชญากรรมข้ามชาติ (TF) โดยความร่วมมือจาก 10 หน่วยงาน และได้รับผลประสบความสำเร็จอย่างมากจากการตัวนำผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ 73 รายกลับมาดำเนินคดีได้ ในขณะที่ตำรวจเกาหลีใต้ออกมาระบุชัดเจนว่า ปฏิการ Breaking Chains นี้ยังไม่จบ เนื่องจากมีความกังวลว่าอาชญากรรมจะย้ายปฏิบัติการหนีการปราบปรามในกัมพูชาไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย หรือ เวียดนาม โดยทางโฆษกทำเนียบประธานาธิบดี ได้มีการระบุชัดเจนว่าจะเริ่ม Breaking Chains ครั้งที่ 2 ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยเป็นการยกระดับจากครั้งแรก ที่จะทำงานผ่านแพลตฟอร์มประสานงานที่ประกอบไปด้วย 16 ประเทศ ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง Interpol, ASEANAPOL และ UNODC

 

บทเรียนโลกถึงรัฐบาลใหม่

ความคืบหน้าที่ผ่านมารัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ที่ใช้มาตราการตัดน้ำ-ไฟ-เน็ต ในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จากรายงานสรุปผลการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกระทรวง DE ระบุว่า ตัดน้ำ-ไฟ-เน็ต พบว่า จำนวนคดีเฉลี่ยต่อวันลดลงประมาณ 20% และมูลค่าความเสียหายรวมลดลงกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือน แต่อย่างไรก็ตามในขณะนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้มาตราการนี้ เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและ

 

ท่ามกลางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประชาชนยังคงจับตาอยู่ว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะมีมาตรการที่แก้ไขและจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่

 

related