svasdssvasds

ทำไมเหตุกราดยิงมักเกิดใน 'โรงเรียน' จะป้องกันได้อย่างไร

ทำไมเหตุกราดยิงมักเกิดใน 'โรงเรียน' จะป้องกันได้อย่างไร

ผลสำรวจชี้ สาเหตุที่มักเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนอาจมาจาก 'ความรุนแรง' ที่เยาวชนพบเจอ ด้านผู้เชี่ยวชาญเผยถึงวิธีการประเมินภัยคุกคามเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ดังกล่าว

SHORT CUT

  • สาเหตุหลักที่เยาวชนก่อเหตุรุนแรงในโรงเรียนมาจากการต้องการแก้แค้น การถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต และการเคยเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว
  • ผู้ก่อเหตุมักมีการวางแผนล่วงหน้าและส่งสัญญาณเตือนให้คนรอบข้างรับรู้ เช่น บอกเล่าแผนการ หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่วนหนึ่งทำไปเพราะหวังให้มีคนมาหยุดยั้ง
  • แนวทางป้องกันคือการประเมินและจัดการภัยคุกคามเชิงพฤติกรรม การสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ปลอดภัยและให้เกียรติกัน และการสนับสนุนให้นักเรียนเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้

ผลสำรวจชี้ สาเหตุที่มักเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนอาจมาจาก 'ความรุนแรง' ที่เยาวชนพบเจอ ด้านผู้เชี่ยวชาญเผยถึงวิธีการประเมินภัยคุกคามเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ดังกล่าว

ทำไมเหตุกราดยิงมักเกิดใน 'โรงเรียน' ? คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงต่างหาคำตอบ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มักจะมีรายงานข่าวเหตุกราดยิงในโรงเรียนเกิดขึ้นปีละหลายครั้ง และในแต่ละครั้งก็มีครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุตรหลานอันเป็นที่รักอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเฟรด ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของเยาชนที่ระบุว่า สาเหตุอะไรบ้างที่อาจทำให้พวกเขาตัดสินใจก่อเหตุความรุนแรง หรือเหตุ 'กราดยิง' ขึ้นในโรงเรียน

โดยคำตอบที่เยาวชนเห็นด้วยมากที่สุด 4 อันดับแรกคือ
1. พวกเขาต้องการแก้แค้นคนที่เคยทำร้ายพวกเขา 
2. พวกเขาถูกเด็กคนอื่นๆ รังแก ล้อเลียน หรือกลั่นแกล้ง
3. พวกเขามองไม่เห็นถึงคุณค่าของชีวิต
4. พวกเขาเคยตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกายภายในบ้าน
5. พวกเขามีปัญหาทางจิตใจ

ทำไมเหตุกราดยิงมักเกิดใน 'โรงเรียน' จะป้องกันได้อย่างไร

นักวิจัยยังสังเกตุด้วยว่า สำหรับนักเรียนทุกกลุ่มตัวอย่าง ทุกเพศ ทุกวัย มักจะเลือกให้เหตุผลทั้ง 5 ข้อดังกล่าว เป็นเหตุผลห้าอันดับแรกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตัวแปรใดจะถูกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลก็ตาม ส่วนเหตุผลที่รั้งท้ายอยู่เสมอก็คือ ความเบื่อหน่าย ความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของตนเอง และการถูกคนอื่นยุยงให้ยิงปืน

ดร.มาริสา รันดัซโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันความรุนแรงในมหาวิทยาลัยและอดีตหัวหน้านักจิตวิทยาการวิจัยของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ได้แบ่งปันงานวิจัยของเธอ ซึ่งเคยถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ออนติก (ontic.co) เมื่อปี 2022 เกี่ยวกับเหตุกราดยิงในโรงเรียน และวิธีการประเมินภัยคุกคามเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ดังกล่าว

โดยจากการสัมภาษณ์ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน การสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์กราดยิง และคดีข่มขู่คุกคามตลอด 20 ปี พบว่า มือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนไม่ได้ 'เกิดอาการคลุ้มคลั่ง' ตอนลงมือก่อเหตุ แต่มักจะมีการวางแผนความรุนแรงล่วงหน้า และพฤติกรรมนั้นมักจะถูกแสดงออกให้บุคคลอื่นล่วงรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น

- บอกเล่าแผนการให้เพื่อนสนิท หรือคนใกล้ชิดฟัง
- โพสต์ภาพหรือข้อความเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว ลงบนโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้คนรอบตัวยังสามารถสังเกตความผิดปกติได้จากพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การเตรียมความพร้อมในการจัดหาอาวุธปืน อาวุธอื่นๆ และอุปกรณ์ที่พวกเขาคิดว่าจำเป็นต้องใช้

ทำไมเหตุกราดยิงมักเกิดใน 'โรงเรียน' จะป้องกันได้อย่างไร

ผู้ก่อเหตุหลายคนต้องการ 'ความช่วยเหลือ'

ดร.มาริสา เผยว่า จากการสัมภาษณ์ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่อยู่ในเรือนจำ พวกเขามักจะบอกว่ารู้สึกขัดแย้งในใจก่อนที่จะลงมือ ส่วนหนึ่งรู้สึกว่าต้องใช้ความรุนแรง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่อยากทำ การบอกเล่าแผนการหรือโพสต์ข้อมูลให้ผู้อื่นรับรู้ ก็มักจะทำเพราะหวังว่าใครสักคนจะหยุดพวกเขาได้ หรือบางรายถึงขั้นคาดหวังให้ตำรวจปลิดชีวิตพวกเขาในท้ายที่สุด

เธอจึงมองว่า เหตุกราดยิงในโรงเรียน สามารถหยุดยั้งได้ โดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า การประเมินและจัดการภัยคุกคามเชิงพฤติกรรม (BTAM) ซึ่งจะเน้นการสังเกตสัญญาณที่บ่งชี้ว่าบุคคลนั้นกำลัง 'ก้าวไปสู่ความรุนแรง' เช่น การวางแผน หรือพยายามเข้าถึงอาวุธ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือได้ทันก่อนจะลงมือก่อเหตุ

ด้าน โอดีส จอห์นสัน จูเนียร์ จากศูนย์เพื่อโรงเรียนที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดี มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า "กลยุทธ์การป้องกันอันดับแรกของเราควรเป็นการทำให้แน่ใจว่าเด็ก ๆ ได้รับความเคารพ รู้สึกผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งในโรงเรียน"

ซึ่งหมายถึงการพัฒนาทักษะของเด็กๆ ในด้านการแก้ไขความขัดแย้ง การจัดการความเครียด และความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้ รวมถึงการทะเลาะวิวาทและการกลั่นแกล้ง

โดยเมื่อปี 2024 หน่วยงาน Secret Service ของสหรัฐฯ ได้ตอบสนองต่อแนวทางดัวกล่าว ด้วยการฝึกอบรมบุคลากรโรงเรียน ตั้งแต่ผู้บริหาร ครูแนะแนวหรือนักจิตวิทยา ให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อระบุและให้การสนับสนุนนักเรียนที่อยู่ในภาวะวิกฤตก่อนที่พวกเขาจะทำร้ายผู้อื่น

ขณะที่สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการที่สนับสนุนให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการเพื่อสนับสนุนมาตรการดังกล่าวด้วย