
SHORT CUT
นักวิจัยด้าน AI เตือนวัฒนธรรมการทำงานหนักแบบ 996 ที่กำลังแพร่กระจายในซิลิคอนแวลลีย์ เพื่อรับมือการแข่งขันพัฒนา AI อย่างดุเดือด กำลังผลักดันให้พนักงานเผชิญภาวะหมดไฟ
สงครามการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งทำให้คนในอุตสาหกรรมบางส่วนกำลังว่าพนักงานกำลังถูกใช้งานจนเกิดภาวะหมดไฟ
ตารางการทำงานแบบ 996 ซึ่งหมายถึงการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม (From 9 a.m. To 9 p.m.) เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในจีนมาอย่างยาวนาน และขณะนี้กำลังเริ่มแพร่เข้าสู่วงการเทคโนโลยีในนครซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าซิลิคอนแวลลีย์จะขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่ในช่วงหลัง บางบริษัทเริ่มนำตารางทำงานแบบ 996 มาใช้อย่างจริงจัง
นาธาน แลมเบิร์ต (Nathan Lambert) นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสจากสถาบัน Allen Institute for AI และ เซบาสเตียน ราชกา (Sebastian Raschka) ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัย AI ได้ร่วมพูดคุยในรายการพอดแคสต์ของ เล็กซ์ ฟริดแมน Lex Fridman ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับ AI และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 ในซิลิคอนแวลลีย์ ราชกา กล่าวว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่เหมือนจีนทุกประการ แต่แนวโน้มกำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้นอย่างชัดเจน
สภาพแวดล้อมการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน คือ การแข่งขันกันพัฒนาโมเดล AI อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อหวังแซงหน้าคู่แข่ง ซึ่งสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพนั้น ความกดดันที่จะประสบความสำเร็จกำลังส่งผลทำให้พนักงานต้องทำงานอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
สงครามการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งทำให้คนในอุตสาหกรรมบางส่วนกำลังว่าพนักงานกำลังถูกใช้งานจนเกิดภาวะหมดไฟ
ตารางการทำงานแบบ 996 ซึ่งหมายถึงการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม (From 9 a.m. To 9 p.m.) เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในจีนมาอย่างยาวนาน และขณะนี้กำลังเริ่มแพร่เข้าสู่วงการเทคโนโลยีในนครซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าซิลิคอนแวลลีย์จะขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่ในช่วงหลัง บางบริษัทเริ่มนำตารางทำงานแบบ 996 มาใช้อย่างจริงจัง
นาธาน แลมเบิร์ต (Nathan Lambert) นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสจากสถาบัน Allen Institute for AI และ เซบาสเตียน ราชกา (Sebastian Raschka) ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัย AI ได้ร่วมพูดคุยในรายการพอดแคสต์ของ เล็กซ์ ฟริดแมน Lex Fridman ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับ AI และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 ในซิลิคอนแวลลีย์ ราชกา กล่าวว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่เหมือนจีนทุกประการ แต่แนวโน้มกำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้นอย่างชัดเจน
สภาพแวดล้อมการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน คือ การแข่งขันกันพัฒนาโมเดล AI อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อหวังแซงหน้าคู่แข่ง ซึ่งสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพนั้น ความกดดันที่จะประสบความสำเร็จกำลังส่งผลทำให้พนักงานต้องทำงานอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
ราชกา ระบุด้วยว่า เป็นเรื่องยากมาก เพราะพนักงานต้องส่งผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมเสริมว่า ทั้งแพสชันและการแข่งขัน เป็นแรงขับสำคัญที่หล่อหลอมแนวคิดทำงานหนักสุดตัวในซิลิคอนแวลลีย์ เนื่องจากเคยสัมผัสกับวัฒนธรรมการทำงานลักษณันี้ในตอนทำงานเชิงวิชาการด้าน AI และยืนยันว่า ไม่ได้โดนบังคับให้ทำงานหนักเกินไป แต่เลือกที่จะทำเอง
ด้าน 'แลมเบิร์ต' กล่าวว่า แนวคิดเช่นนี้ปรากฎให้เห็นในบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ชั้นนำหลายแห่งในซานฟรานซิสโก พร้อมเสริมว่า OpenAI และ Anthropic ก็เป็นแบบนั้น ขณะเดียวกัน พนักงานเองก็ยอมรับสภาพแวดล้อมที่กดดันสูง เนื่องจากอยากทำงานนี้จริง ๆ โดยเฉพาะบรรดาโปรแกรมเมอร์
อย่างไรก็ตาม 'แลมเบิร์ต' เตือนว่า สภาพแวดล้อมลักษณ์นี้มาพร้อมกับ 'ต้นทุนด้านมนุษ' ไม่ว่าจะเป็นเวลากับครอบครัวที่หายไป มุมมองต่อโลกภายนอกที่แคบลง และในบางกรณี ต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพ เพราะทุกคนไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ตลอดไป และผู้คนจำนวนมากกำลังหมดไฟอย่างแน่นอน
สำหรับ 'ราชกา' ผลกระทบที่เจอกับตัวคืออาการปวดหลังและต้นคอ จากการละเลยการพักเบรกที่ควรจะมี
นี่คือสภาพแวดล้อมที่โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่อาจต้องเผชิญหากหวังจะสร้างชื่อในวงการ AI
ไแลมเบิร์ต” ทิ้งท้ายว่า หากมีความหลงใหลจริง ๆ ที่จะสร้างผลกระทบในวงการ AI การอยู่ในซานฟรานซิสโกมีโอกาสสูงที่สุดที่จะทำได้ แต่ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมาเช่นกัน
ราชกา ระบุด้วยว่า เป็นเรื่องยากมาก เพราะพนักงานต้องส่งผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมเสริมว่า ทั้งแพสชันและการแข่งขัน เป็นแรงขับสำคัญที่หล่อหลอมแนวคิดทำงานหนักสุดตัวในซิลิคอนแวลลีย์ เนื่องจากเคยสัมผัสกับวัฒนธรรมการทำงานลักษณันี้ในตอนทำงานเชิงวิชาการด้าน AI และยืนยันว่า ไม่ได้โดนบังคับให้ทำงานหนักเกินไป แต่เลือกที่จะทำเอง
ด้าน 'แลมเบิร์ต' กล่าวว่า แนวคิดเช่นนี้ปรากฎให้เห็นในบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ชั้นนำหลายแห่งในซานฟรานซิสโก พร้อมเสริมว่า OpenAI และ Anthropic ก็เป็นแบบนั้น ขณะเดียวกัน พนักงานเองก็ยอมรับสภาพแวดล้อมที่กดดันสูง เนื่องจากอยากทำงานนี้จริง ๆ โดยเฉพาะบรรดาโปรแกรมเมอร์
อย่างไรก็ตาม 'แลมเบิร์ต' เตือนว่า สภาพแวดล้อมลักษณ์นี้มาพร้อมกับ 'ต้นทุนด้านมนุษ' ไม่ว่าจะเป็นเวลากับครอบครัวที่หายไป มุมมองต่อโลกภายนอกที่แคบลง และในบางกรณี ต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพ เพราะทุกคนไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ตลอดไป และผู้คนจำนวนมากกำลังหมดไฟอย่างแน่นอน
สำหรับ 'ราชกา' ผลกระทบที่เจอกับตัวคืออาการปวดหลังและต้นคอ จากการละเลยการพักเบรกที่ควรจะมี
นี่คือสภาพแวดล้อมที่โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่อาจต้องเผชิญหากหวังจะสร้างชื่อในวงการ AI
'แลมเบิร์ต' ทิ้งท้ายว่า หากมีความหลงใหลจริง ๆ ที่จะสร้างผลกระทบในวงการ AI การอยู่ในซานฟรานซิสโกมีโอกาสสูงที่สุดที่จะทำได้ แต่ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมาเช่นกัน
ต้นกำเนิดวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996
วัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 ปรากฏขึ้นครั้งแรกในจีน เมื่อราว 10 ปีก่อน และได้รับการยอมรับจากบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพแดนมังกร ในช่วงที่ประเทศกำลังมุ่งเปลี่ยนตัวเองจากฐานการผลิตสินค้าราคาถูกของโลก ไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
วัฒนธรรมนี้มีผู้สนับสนุนทรงอิทธิพลหลายคน หนึ่งในนั้นคือ “แจ็ค หม่า” มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ อย่าง Alibaba.com
“หม่า” เขียนในบล็อกที่ส่งถึงพนักงาน ระบุว่า “ดยส่วนตัว ผมคิดว่าการได้ทำงานแบบ 996 เป็นพรอันยิ่งใหญ่ และในอีกโพสต์หนึ่ง ระบุว่า ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการเท่านั้น ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ข้าราชการ และนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จหรือทะเยอทะยาน ล้วนทำงานแบบ 996 หรือมากกว่านั้น พร้อมเสริมว่า ไม่ใช่เพราะบุคคลเหล่านั้นมีความอดทนเหนือมนุษย์ แต่เพราะพวกเขาหลงใหลในอาชีพของตนเองอย่างลึกซึ้ง
อีกหนึ่งผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ คือ “ริชาร์ด หลิว” (Richard Liu) หรือ “หลิว เฉียงตง” ผู้ก่อตั้ง JD.com ซึ่งเคยออกมาตำหนิสิ่งที่มองว่าเป็นจริยธรรมการทำงานที่เสื่อมถอยในจีน
“หลิว” เขียนอีเมลถึงพนักงานในปี 2019 ว่า พวกขี้เกียจไม่ใช่พี่น้องของผม! ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติดังกล่าวนำไปสู่กระแสต่อต้านอย่างรุนแรง มีการร้องเรียนทางออนไลน์ว่าบริษัทละเมิดกฎหมายแรงงาน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา และบังคับให้พนักงานทำงานเกินชั่วโมง ก่อนที่ในปี 2021 เสียงคัดค้านดังกล่าวดังเกินกว่าทางการจะเพิกเฉยได้ จนนำไปสู่การปราบปรามทางกฎหมาย
ไข้ตื่นทองของ AI
เหตุใดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงเลือกเดินตามวัฒนธรรมนี้?
ปัจจัยหลักคือการแข่งขันอย่างบ้าคลั่งในการพัฒนา AI
“เอเดรียน คินเนอร์สลีย์” (Adrian Kinnersley) ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหางานในยุโรปและอเมริกาเหนือ อธิบายว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะบริษัท AI ที่ต่างแข่งกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุดก่อนคู่แข่ง และนั่นนำไปสู่ความเชื่อที่ว่า ถ้าทำงานนานกว่า ก็ชนะการแข่งขันได้
ความเสี่ยงต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เลือกทำงานหามรุ่งหามค่ำอาจต้องจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว
ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากการทำงานหนักไม่ใช่เรื่องใหม่ ในญี่ปุ่น ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานหนักมายาวนาน จากการที่เหล่าพนักงานเงินเดือนมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศหลังสงครามด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มที่ต่อนายจ้างของตัวเองจนมีแม้กระทั่งคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์นี้ นั่นคือ “คาโรชิ” (Karoshi)
“คาโรชิ” หมายถึงการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป โดยส่วนใหญ่มาจากโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานล่วงเวลาเป็นเวลานานมาก ในขณะที่ “คาโรจิซัตสึ” (Karojisatsu) หมายถึงการฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายเนื่องจากความเครียดในที่ทำงาน
ทั้ง 2 คำได้รับการรับรองในในกฎหมายญี่ปุ่น และครอบครัวมีสิทธิ์ขอรับเงินชดเชยจากรัฐ แม้ในทางปฏิบัติจะพิสูจน์ได้ยากก็ตาม
ในภาพรวม ผลการวิเคราะห์โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่ออกมาในปี 2021 สรุปว่า การทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจถึง 745,000 รายทั่วโลกในปี 2016
รายงานยังสรุปว่า การทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจ 17% และเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 35% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ด้วย