
SHORT CUT
บททดสอบเบียร์ หาพนักงานใหม่ จากสตีฟ จอบส์ ใช้แอลกอฮอล์ เป็นใบเบิกทางหาพนักงานใหม่ ช่วยละลายพฤติกรรมคนใหม่ใน Apple ลดความวิตกกังวล ลดกำแพงในใจ
ในโลกธุรกิจ การสัมภาษณ์งานมักถูกจำกัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด แอร์ที่เย็นเฉียบ บทสนทนาที่ถูกเตรียมมาอย่างดี เนี้ยบ แต่แข็ง ไร้ชีวิตชีวา แต่สำหรับ สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) หนึ่งใน CEO ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์โลก วิธีการเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะค้นหา 'เพชร' เม็ดใหม่ที่เขาต้องการ
สตีฟ จอบส์ไม่ได้มองหาแค่คนที่ 'ทำงานเก่ง' แต่เขามองหาคนที่สามารถนั่งลงและพูดคุยเรื่องชีวิตกับเขาได้ นี่จึงเป็นที่มาของกุศโลบายการคัดเลือกคนเข้าทีม Apple ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ซึ่งโลกรู้จักกันในชื่อ 'บททดสอบเบียร์'
สตีฟ จอบส์ รู้ดีว่าภายใต้ความกดดันของการสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครมักสวม 'หน้ากาก' เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งนั่นทำให้การมองเห็นตัวตนที่แท้จริง ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสามารถในการปรับตัวเป็นเรื่องยาก
ดังนั้น หลายๆครั้ง ที่จอบส์ต้องตัดสินใจรับพนักงานระดับหัวกะทิ เขาจะถามตัวเองด้วยคำถามสำคัญเพียงข้อเดียว
"ฉันอยากไปนั่งดื่มเบียร์กับคนนี้ไหม ? และฉันจะคุยกับเขาแบบถูกคอระหว่างเดินเล่นได้หรือเปล่า ? "
และเขาไม่ได้แค่คิด จอบส์มักจะพาผู้สมัครออกไปเดินเล่น ทานมื้อเที่ยง หรือไปนั่งดื่มสังสรรค์ เพื่อละทิ้งพิธีรีตองต่างๆทิ้งไป เขาเชื่อว่าบรรยากาศที่ผ่อนคลายจะช่วยปลดล็อกให้ผู้สมัครเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา คำถามที่เขาใช้จะไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคที่น่าเบื่อ แต่จะเป็นคำถามปลายเปิดอย่าง "ซัมเมอร์ที่แล้วคุณไปทำอะไรมา?" หรือ "ครั้งล่าสุดที่คุณทำอะไรสำเร็จคือเมื่อไหร่?"
เป้าหมายของจอบส์ชัดเจน เขาต้องการเฟ้นหา "A-Players" หรือกลุ่มคนระดับอัจฉริยะที่เมื่อมารวมตัวกันแล้ว จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ได้ ซึ่งประวัติศาสตร์ความสำเร็จของ Apple ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า 'บททดสอบเบียร์' ของเขา ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเพียงใด
สิ่งที่สตีฟ จอบส์ ทำ ไม่ใช่เพียงแค่ความพึงพอใจส่วนตัว แต่สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ที่ยอมรับกันทั่วโลก ในแง่ที่ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ในปริมาณที่เหมาะสม) ทำหน้าที่เป็น Social Lubricant หรือ "น้ำมันหล่อลื่นทางสังคม" ชั้นดีที่ช่วย "ละลายพฤติกรรม" (Ice Breaking) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลหลัก 5 ประการ:
1. กลไกทางชีววิทยา: ลดกำแพงในใจ
ในทางวิทยาศาสตร์ แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเล็กน้อย ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety) ทำให้ความประหม่าลดลง เมื่อสมองผ่อนคลาย ผู้คนจึงกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและเปิดเผยความเป็นตัวเองออกมาได้มากกว่าตอนที่อยู่ในสภาวะตึงเครียด
2. ความงาม แห่งความเท่าเทียม
ต่างจากไวน์หรูหรือค็อกเทลซับซ้อน "เบียร์" มีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ในวงเบียร์ สถานะทางสังคมหรือตำแหน่งงานมักถูกวางไว้ข้างหลัง เหลือเพียงมนุษย์สองคนที่เท่าเทียมกัน บรรยากาศนี้เอื้อให้เกิดบทสนทนาที่ไหลลื่นและลดช่องว่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง หรือผู้สัมภาษณ์กับผู้สมัคร
3. ความจริงใจในน้ำสีอำพัน
แม้คำกล่าวที่ว่า "คนเมาพูดความจริง" อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการผ่อนคลายจากการดื่มช่วยถอด "หน้ากาก" ทางสังคมออก ทำให้คู่สนทนาสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระยะยาว
4. พลังพิธีกรรมร่วม
การดื่มไม่ใช่แค่การบริโภค แต่เป็นพิธีกรรมทางสังคม การชนแก้ว หรือการรินเครื่องดื่มให้กัน เป็นภาษากายที่สื่อถึงการ 'เปิดใจ' และ 'ยอมรับ' การมีจุดเชื่อมโยงเล็กๆ น้อยๆ นี้ ช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นทีม ได้อย่างรวดเร็ว
5. ศิลปะการดึงเวลา
การจิบเบียร์เป็นกิจกรรมที่ค่อยเป็นค่อยไป ช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นในการสนทนาโดยไม่เร่งรีบ เปิดโอกาสให้บทสนทนาพัฒนาจากเรื่องดินฟ้าอากาศ ไปสู่เรื่องราวที่ลึกซึ้ง แลกเปลี่ยนทัศนคติ และทำความเข้าใจตัวตนของอีกฝ่ายได้อย่างถ่องแท้
"บททดสอบเบียร์" ของสตีฟ จอบส์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานซิลิคอนวัลเลย์ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การสร้างทีมที่แข็งแกร่งไม่ได้ดูแค่ใบปริญญาหรือพอร์ตโฟลิโอ แต่ต้องดูไปถึง 'เคมี' และ 'ตัวตน' ที่เข้ากันได้
อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญของทฤษฎีนี้คือคำว่า 'พอประมาณ' (Moderation) เพราะเส้นบางๆ ระหว่างการ 'ทลายกำแพง' กับการ 'สร้างปัญหา' อยู่ที่ปริมาณแอลกอฮอล์ หากใช้ถูกวิธี เครื่องดื่มแก้วโปรดอาจเป็นตั๋วใบสำคัญที่พาคุณไปพบกับเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุด หรือโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุด เช่นเดียวกับที่สตีฟ จอบส์ เคยค้นพบมาแล้ว
ที่มา : AS bigthink pubmed.ncbi psypost ox.ac.uk