
SHORT CUT
กัมพูชากล่าวหาไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเวทีสิทธิมนุษยชนฯ ส่งทหารรุกล้ำดินแดน ไทยโต้เป็นการบิดเบือนข้อมูล และต้นเหตุของความตึงเครียดเกิดจากการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาเอง
การประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) สมัยที่ 61 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง วันนี้มารวมตัวกันท่ามกลาง ช่วงเวลาที่สิทธิมนุษยชน เผชิญกับความยากลำบาก กับเรื่องความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ และการเผชิญหน้า และการดำเนินการฝ่ายเดียวที่มากขึ้น ที่ทำให้กลไกการปกป้องพลเรือนอ่อนแอลง พลเรือนสูญเสียจากมากที่สุดจากความขัดแย้งทางกรเมือง และการทหาร สิทธิมนุษยชน ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปในระยะยาวได้ หากปราศจากสันติภาพ รวมทั้งการพัฒนา ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้หาไม่มีกิจการด้านความมั่นคง
การปกป้องสิทธิมนุษยชนและเกียรติ ขึ้นอยู่กับการเคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด จากประสบการณ์ที่เผชิญด้วยตัวเอง หลังจากที่ กัมพูชาต้องเผชิญ กับความขัดแย้งมาตลอดหลายทศวรรษ
กัมพูชากลับมามีสันติภาพอีกครั้งจากความร่วมกันภายในประเทศ และการใช้นโยบายที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายของสมเด็จฮุนเซน ทำให้กัมพูชากลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง
การหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมายังคงเปราะบางมาก เพราะนับตั้งแต่นั้นไทยได้ตั้งฐานที่มั่นทางทหารลึกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา และมีการยึดครองเมืองและหมู่บ้านหลายแห่ง ขับไล่ชาวบ้าน รวมทั้ง บ้านหลายหลังถูกทำลาย และมีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหารแทน รวมถึงพื้นที่ต่างๆ ถูกจำกัดการเข้าถึงด้วยการวางรั้วลวดหนาม จนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ
โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนกัมพูชาต้องอพยพถึง 650,000 คน และกว่า 8,000 คนไม่สามารถกลับบ้านของตัวเองได้ การกระทำเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มนี้ ทำให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรง ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในการใช้ชีวิต สิทธิในความปลอดภัยของตัวเอง เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย สิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง และการเข้าถึงการใช้ชีวิตตามเดิมของตัวเอง
ในช่วงเวลาดังกล่าว กัมพูชาได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพเหล่านั้น และยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การหารือโดยสันติและทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง การปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องไปพร้อมกับสันติภาพ
ด้วยเหตุนี้กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากดินแดนของกัมพูชา การที่กองทัพไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ประชาชนกัมพูชากลับสู่บ้านเรือนของตัวเองอย่างปลอดภัย การแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและการยึดมั่นในหลักการของการไม่ใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนสองประเทศจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีเสถียรภาพ และมีความเคารพซึ่งกันและกัน
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมเริ่มต้นด้วยการรำลึกถึงช่วงเวลาที่เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีฯ เมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นห้วงสำคัญของการทบทวนกลไกการทำงาน พร้อมเน้นย้ำว่า ในบริบทที่ระบบพหุภาคีกำลังเผชิญความท้าทาย ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อธำรงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของคณะมนตรีฯ
ในประเด็นสำคัญ นายสีหศักดิ์ ชี้ว่าปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนได้พัฒนาเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก อันมีรากเหง้าจากการขาดหลักนิติธรรมในบางประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่แนวหน้าของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามเครือข่ายดังกล่าว พร้อมยืนยันจะเดินหน้าสานต่อความร่วมมืออย่างจริงจัง
นอกจากนี้ยังได้กล่าวตอบโต้ปรัก สุคน ที่พาดพิงประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวตั้งอยู่บนข้อมูลอันเป็นเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือน พร้อมยืนยันว่าต้นเหตุของความตึงเครียดเกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการแทรกแซงกิจการภายในของไทย ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตพลเรือน อันเป็นโศกนาฏกรรมในความสัมพันธ์ของสองประเทศเพื่อนบ้าน
ไทยมีเจตนาที่ดีให้กับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไทยมอบที่พักพิงให้กับผู้อพยพหนีการสู้รบ ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการฟื้นฟูกัมพูชาในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ไทยไม่เคยต้องการความขัดแย้ง เพราะเข้าใจดีว่าสันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้
ในวันนี้ ไทยและกัมพูชามีการหยุดยิง นี่ควรเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการเดินหน้าต่อไปในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แทนที่กัมพูชาจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่กัมพูชายังคงผลักดันปัญหาทวิภาคีในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งทำลายหนทางไปสู่สันติภาพ กัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา แต่ความจริงแล้วทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาหยุดยิงและตกลงร่วมกันให้ทหารประจำอยู่ในตำแหน่งเดิม
โดยสิ่งที่ไทยต้องการในเวลานี้คือการคลี่คลายความตึงเครียด ไม่ใช่การปลุกปั่นความรู้สึกของสาธารณชน การยั่วยุอย่างมีการเตรียมการไว้ และหลังมีการหยุดยิง ทหารไทยยังเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและยังคงมีการยิงกระสุนปืนข้ามชายแดนมาจนถึงวันนี้
นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่าไทยเปิดกว้างที่จะมีการพูดคุย และขอย้ำอีกครั้งว่าเรามีหน้าที่ต้องปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยอย่างสุดความสามารถ จึงขอถามกลับไปยังฝ่ายกัมพูชา ว่าต้องการเลือกหนทางไปสู่สันติภาพหรือหนทางไปสู่ความตึงเครียดและความขัดแย้ง ที่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดมากขึ้น
ที่ผ่านมาไทยชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าเลือกเส้นทางใด จึงขึ้นอยู่กับกัมพูชาว่าจะเดินหน้าต่อกับไทยในเส้นทางใด สันติภาพไม่ได้หมายได้ถึงไม่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายในประเทศก่อน สิทธิมนุษยชนจะผลิบานได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักนิติธรรมและผู้นำมีความรับผิดชอบ ซึ่งแนวทางที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปในสังคมที่เปิดกว้างอย่างเสรี รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคนด้วย