
อะไรที่ทำให้คนรุ่นใหม่เดินหน้ากลับสู่ท้องถิ่น-ภูมิภาค และเริ่มปลุกกระแสสื่อภูมิภาค สวนทางภาพจำของสื่อภูมิภาคในโลกเก่าที่กำลังหมดลมหายใจ
จากหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ก่อนมาสู่อินเทอร์เน็ต สังคมค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านพฤติกรรมเสพสื่อตามเวลาที่เปลี่ยนไป
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน กทม. เท่านั้น ยังรวมถึงในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศไทย
ด้วยเวลาที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมผู้บริโภคสื่อเริ่มขยับจากการเสพรับข่าวจากสื่อดั้งเดิม ไปเป็นการไถฟีดดูข้อมูลต่าง ๆ จากโซเชียลมีเดีย หรือจากแหล่งอื่น ๆ ทำให้สื่อมวลชนผู้เคยเป็นศูนย์กลางของข่าวสาร เริ่มมีบทบาทและความสำคัญที่ลดลง
ภาพจำของสื่อภูมิภาค ที่เคยมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและวิทยุชุมชนก็ใกล้ปิดตัวลง เปลี่ยนไปเป็นเพจเฟซบุ๊กข่าวสารที่นำเสนอเนื้อหาข่าวเน้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นรายวัน เช่น ไฟไหม้ อุบัติเหตุ อาชญากรรม ฯลฯ
ทว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลับปรากฏเพจเฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ของสื่อที่นำเสนอเรื่องราวเฉพาะในภูมิภาค และท้องถิ่นที่มีความหลากหลายมากกว่า ‘ข่าวรายวัน’ เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น หลังจากการก่อตั้ง The Isaan Record ที่บุกเบิกแนวทางขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2554 และเป็นเหมือนโมเดลตัวอย่างของการเกิดขึ้นของสื่อภูมิภาคซึ่งเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์
อีกทั้งเมื่อพิจารณาสื่อภูมิภาคเกิดใหม่ในส่วนของเนื้อหา ยังพบว่า จำนวนมากของสื่อภูมิภาคเกิดใหม่ในแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ มี DNA และลีลา แบบสื่อออนไลน์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ กทม. ทั้งแบบไลฟ์สไตล์ และเนื้อหาเชิงสืบสวนสอบสวน เช่น ลาวเด้อ (Louder) ในภาคอีสาน Epigram ในภาคตะวันออก และ Lanner ในภาคเหนือ ซึ่งล้วนแต่มีอายุของผู้ก่อตั้งไม่เกิน 35 ปี
อะไรที่ทำให้คนรุ่นใหม่เดินหน้ากลับสู่ท้องถิ่น-ภูมิภาค และเริ่มปลุกกระแสสื่อภูมิภาค สวนทางภาพจำของสื่อภูมิภาคในโลกเก่าที่กำลังหมดลมหายใจ
เรื่องที่ไม่ค่อยถูกเล่า
พลอยรุ้ง สิบพลาง ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการสื่อภูมิภาค Epigram News วัย 29 ปี เล่าว่า Epigram ดำเนินงานมากว่า 2 ปี ในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย มีจุดตั้งต้นจากการต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่ถูกเล่าของคนในภาคตะวันออก แต่อยากให้คนอื่นได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้
แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนภาคตะวันออกโดยกำเนิด แต่การมาอยู่ในภาคตะวันออกเป็นเวลา 1 ปี หลังจากทำงานในฐานะกองบรรณาธิการสื่อออนไลน์หลายปีใน กทม. ทำให้เธอคิดได้ว่า การทำสื่อภูมิภาคเป็นสิ่งที่เธอสามารถทำได้ เพื่อเป็นปากเสียงให้กับคนในพื้นที่ บอกเล่าเรื่องราวที่ควรจับตามอง และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คน เน้นไปที่ภาคตะวันออก จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีน ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว
ประกอบกับจังหวะเวลา ณ ขณะนั้นเธอและผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่น ๆ ได้รู้จักเครือข่ายประชาชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ นำไปสู่การได้รับทุนจากแหล่งทุนภาคประชาสังคมในการริเริ่มจัดทำสื่อออนไลน์ท้องถิ่นที่นำเสนอเนื้อหาในเชิงสืบสวน-สอบสวน
“พอได้มาอยู่ก็ได้เห็นว่าในภาคตะวันออกมีประเด็นที่ไม่ค่อยถูกสื่อสารออกไปเยอะมาก และรู้สึกว่าเรามีทักษะที่น่าจะเอามาทำอะไรกับพื้นที่นี้ได้ค่ะ และในช่วงที่เริ่มก็เห็นว่ามีสื่อภูมิภาครุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น The Isaan Record หรือว่า Lanner เราก็รู้สึกว่า เออ มันเห็นว่ามีคนที่เริ่มแล้วมันทำได้ และภาคตะวันออกก็น่าจะมีเหมือนกัน”
นอกจากความเป็นไปได้ในทางเนื้อหาแล้ว พลอยรุ้งยังพบช่องว่างของการสื่อภูมิภาคเดิม ที่นำเสนอเพียงปัญหาเฉพาะหน้า และ Epigram สามารถเติมเต็มบทบาทนั้นให้กับพื้นที่ได้ ผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่มุ่งนำเสนอปัญหาของภาคตะวันออกในลักษณะของข่าวสืบสวน-สอบสวน และการทำประเด็นเจาะลึก
“เราศึกษาว่ามันมีใครที่เป็น player ในพื้นที่บ้าง เราสังเกตว่าภูมิทัศน์สื่อในภูมิภาคตะวันออกเจ้าอื่น ๆ ส่วนใหญ่เน้นข่าวเร็วหน่อย วันนี้รถชนที่ไหนวันนี้เกิดอะไรขึ้น แต่ว่ามันไม่มีใครมาคุยกันว่า เฮ้ย ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้นเนี่ย มันมีรากปัญหาจากอะไร หรือว่ามันมีอะไรที่อยู่ข้างในประเด็นนั้น เราก็เลยคิดว่าการมีจุดยืนการนำเสนอในลักษณะที่เป็นอยู่นี้ มันสามารถเติมช่องว่างที่มันหายไปได้”
“เนื้อหาเราไม่ใช่เนื้อหาที่เน้นความเร็ว แต่เน้นการวิเคราะห์ สืบสวน-สอบสวน หรือนำเสนอในเชิงลึกที่มากกว่าใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร เป็นไม้ 2 ไม้ 3 ของการนำเสนอ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีทีมงานครอบคลุมในทุกพื้นที่ และมีปริมาณมาก”
โอกาสในพื้นที่ และการกลับบ้าน
ในขณะที่ กฤษฎิ์ บุญสาร วัย 31 ปี ผู้ก่อตั้งและเจ้าของสื่อภูมิภาค ลาวเด้อ (Louder) ซึ่งเน้นการนำเสนอเรื่องราวในภาคอีสาน และดำเนินงานมาเป็นปีที่ 3 เล่าว่า พื้นเพแล้วเขาเป็นคนภาคอีสาน แต่ได้มีโอกาสมาทำงาน และศึกษาเล่าเรียนใน กทม. ทำให้เขาได้เข้าสู่โลกของงานสื่อสารในแวดวงของเอเจนซี่ที่รับผลิตงานสื่อสาร และการสร้างแบรนดิ้ง และเมื่อได้กลับมาที่ภาคอีสาน แม้จะเป็นการอยู่ในที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนอย่าง จ.ขอนแก่น แต่เขาก็มองเห็นสิ่งที่เขาอยากจะนำเสนอเกี่ยวกับภาคอีสาน
“คือไปคุยกับเพื่อนว่า เราเกิดที่ภาคอีสาน จากบ้านไปนาน แล้วถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเราจะทำอะไรสักอย่างนึง เราจะทำอะไรดี การเริ่มทำสิ่งนี้ มันก็เหมือนตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอะ ไม่รู้ว่าความคิดนี้มาได้ไงเหมือนกัน”
กฤษฎิ์ เริ่มทำ ลาวเด้อ จากการสัมภาษณ์ ‘คนตัวเล็กตัวน้อย’ ที่ไม่มีเสียงในเมืองขอนแก่น ก่อนจะเริ่มขยายไปสู่การทำเนื้อหาในประเด็น Local Business หรือการเล่าถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาสานต่อกิจการที่บ้านของลูกหลาน ไปจนถึงร้านรวงต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ด้วยแนวคิดตั้งต้นถึง ‘กลับบ้าน’ ทั้งในแง่มุมของการกลับมาทำกิจการในบ้านเกิดของคนอีสาน ไปจนถึงการกลับมามองบ้านเกิด ถึงต้นทุนทางวัฒนธรรม ผู้คน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ในลักษณะของการสร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจผู้คนในภาคอีสาน
“Local Business มันไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจชุมชน มันคือเรื่องการศึกษา และ Aging Society คนรุ่นใหม่เรียนจบเขาก็ไปทำงานที่ กทม. หรือที่อื่น ไม่ได้อยู่บ้าน พอไม่อยู่บ้าน หมายความว่าชุมชน ก็มีแค่เด็กกับคนสูงวัยที่เรารู้อยู่แล้ว และพอเป็นเรื่องชุมชน เรามองไปเห็นมีแค่เด็กและคนแก่ มันเป็นครอบครัวที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ แต่การที่เกิด Local Business ในพื้นที่ขึ้นมา มันทำให้เห็นว่ามันมีคนกล้า มีคนตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่”
“ผมคิดว่าเรื่อง Inspiration และเรื่องต้นแบบเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็กเกิดความฝัน-ความกล้าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ผมเลยทำเรื่องประเด็น Local Business ขึ้นมา แล้วผมก็อยากให้ให้คนที่อยู่ กทม. เห็นว่าอีสานมีศักยภาพที่สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ ถ้าเรากลับบ้านมันก็มีโอกาสให้ทำ”
เพราะกฤษฎิ์มองว่า การเล่าเรื่องบ้าน จะทำให้การดำรงอยู่ของ ‘บ้าน’ ยั่งยืน
“เรากลับมาบ้าน และมาเล่าเรื่องของบ้านเรา บ้านเราจะไม่ห่างไปไหน บ้านเราจะอยู่ในแผนที่ของความคิดผู้คน และประเทศนี้”
ความอยู่รอด vs จุดยืนในฐานะสื่อ
การดำรงอยู่ในต่างจังหวัดของสื่อภูมิภาค ยังมี ‘ข้อท้าทายใหญ่’ คือเรื่องของ ‘การหารายได้’ เพื่อให้อยู่รอดได้ในทางธุรกิจ
ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้อยู่ใน กทม. ซึ่งเป็นที่กระจุกตัวของความเจริญและทุน ทำให้มีช่องทางการหาเงินที่ค่อนข้างจำกัด ในบางพื้นที่ยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ เมื่อแหล่งรายได้เป็นองค์กรที่สร้างปัญหาให้กับคนในพื้นที่ การไปรับเงินมาก็อาจกระทบต่อการทำข่าวเชิงลึก แล้วพวกเขาจะมีทางออกอย่างไร?
พลอยรุ้ง สิบพลาง ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการสื่อภูมิภาค Epigram News อธิบายถึงความท้าทายสำคัญเรื่องทุนในการทำงาน ซึ่งเกี่ยวโยงกับแนวทางในการนำเสนอว่า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการทำข่าว/เนื้อหาสืบสวนและสอบสวน Epigram วางเกณฑ์ว่า จะไม่รับงานประเภท advertorial หรืองานเขียนเชิงประชาสัมพันธ์ จากบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสังคม และเป็นทุนผูกขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทปิโตรเคมีที่เธอมองว่า เป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างผลกระทบให้กับภาคตะวันออก
“เราวางบทบาทชัดเจนว่าเราจะทำสื่อที่ไม่รับเงินทุนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และทุนผูกขาด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของพื้นที่ภาคตะวันออก เราอยากเป็นสื่อที่มีธรรมาภิบาลพอ ไม่ใช่จะมาโปรโมทประชาสัมพันธ์ให้กับอุตสาหกรรม หรือว่าธุรกิจที่ไม่เป็นทางสังคม ซึ่งขัดกับหลักการของเรา ทีนี้สโคปมันเลยแคบลงมามาก ๆ ในการที่จะมีโมเดลในการหาเงิน”
การยึดหลักเกณฑ์นี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน ทำให้รายได้หลักของ Epigram ในปัจจุบันเน้นไปที่การรับเงินทุนจากแหล่งทุนนอกประเทศ ผ่านการเขียนขอทุน และทำงานร่วมกันกับองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นทั้งผู้สนับสนุนปัจจุบันและจุดตั้งต้น เนื่องจาก Epigram เริ่มก่อร่างสร้างตัวผ่านการรู้จักเครือข่ายภาคประชาสังคมนั่นเอง
แม้จะมีหลักปฏิบัติชัดเจนเกี่ยวกับการรับงานหรือรายได้จากกลุ่มทุน แต่ในการทำเนื้อหาเชิงสืบสวน-สอบสวน ก็จำเป็นต้องมี ‘เสียง’ ของผู้ถูกกล่าวหา หรือ บริษัทนั้น ๆ ด้วย แต่เธอกลับพบว่า พวกเขาเหล่านั้น เลือกจะปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ อย่างไรก็ตามการทำงานของ Epigram ต้องมีการ Fact Check ตลอด และต้องมีข้อมูลยืนยัน เพราะแนวทางการต้องการเปิดรายชื่อผู้สร้างผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกเป็นสิ่งที่เสี่ยงจะทำให้ถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่เพียงพอ
“เราทำเนื้อหาบทความ เราก็อยากให้มีเสียงของทุกฝ่ายอยู่ในบทความ แต่เราเจอว่าฝ่ายที่เป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ค่อนข้างจะเข้าถึงยากมากจะไปขอสัมภาษณ์ เขาแค่เปิดเพจเรา เห็นว่าเราเล่าอะไร เขาก็ปฏิเสธแล้ว ในอนาคตก็ยังอยากจะให้การนำเสนอมันรอบด้านกว่านี้” พลอยรุ้งกล่าว
การหารายได้ที่หลากหลาย
ในขณะลาวเด้อ (Louder) มีลักษณะของเนื้อหาที่ทำให้สามารถเข้าถึงการทำงานร่วมกันกับภาคหน่วยงานหรือธุรกิจอื่น ๆ ได้ง่ายกว่า ส่งผลให้มีโมเดลธุรกิจเพื่อหารายได้ที่หลากหลาย นับตั้งแต่การทำงานในเชิงประชาสัมพันธ์ร่วมกับธุรกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นห้างค้าปลีกท้องถิ่น ที่ร้านรวงต่าง ๆ การทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ กิจกรรมอีเว้นต์ในพื้นที่ หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาการสร้างแบรนด์กับธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นทุนที่ กฤษฎิ์ บุญสาร มี จากการเคยทำงานในแวดวงเอเจนซี่ และการสร้างแบรนด์
“สมมติเขาอยากจัดอีเว้นท์ ผมก็มี Service เช่น จัดงานกาแฟในขอนแก่น เรารู้จักผู้ประกอบการ หาร้านกาแฟมาได้ จัดวงคุยเสวนา จัดวางเนื้อหา อยากเล่าเรื่องอะไร อยากเล่าเรื่องต้นน้ำกลางน้ำ อยากเล่าเรื่องความยั่งยืนของการทำธุรกิจกาแฟ อยากเล่าเรื่องโอกาสในการทำร้านกาแฟในขอนแก่นหรือในอีสานเราก็สามารถทำให้ได้ โมเดลของผมไม่ได้ผูกติดกับงานใดงานหนึ่ง ผมจะไม่เน้นหารายได้จากยอดเข้าชมคอนเทนต์ ความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่ Viral เพราะข้อมูลมาแล้วไป ความยั่งยืนอยู่ที่ความเชื่อใจ” กฤษฎิ์อธิบาย
เขายังอธิบายว่าการกระจายวิธีการหารายได้และไม่เน้นสร้างรายได้จากยอดการเข้าถึงเนื้อหาในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ ลาวเด้อยังสอดคล้องกับแนวทางในการทำสื่อของเขาที่อยากให้ ลาวเด้อ เป็นมากกว่าการทำคอนเทนต์ของท้องถิ่นในภาคอีสาน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมคนท้องถิ่นกับโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มความรู้ และเสริมต่อความหวังและแรงบันดาลใจ
อย่างไรก็ตาม ลาวเด้อก็มีความท้าทายเฉพาะตัว ซึ่งก็คือพื้นที่กว้างใหญ่ของภาคอีสาน ทำให้เขาต้องเผชิญกับการพยายามสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพภายใต้ทรัพยากรจำกัด ด้วยทีมงาน 8 ชีวิต และการดูแล 3 เพจไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ ลาวเด้อ, ขอนแก่น Pop และ ขอนแก่น People
ขณะเดียวกัน ด้วยการเปิดกว้างด้านการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เขาก็ต้องสร้างสมดุลในการสร้างผลงาน โดยรักษาความเป็นอิสระในการทำเนื้อหาของตนร่วมกับลูกค้า ที่เขาพยายามหาจุดร่วม และจัดสรรแบ่งแนวทางไอเดียกับองค์กรที่ตนทำงานด้วย
…
แม้จะเป็นสื่อภูมิภาคที่ก่อตั้งและดำเนินการด้วยคนรุ่นใหม่ที่เห็นความเป็นไปได้ในการนำเสนอเรื่องราวของท้องถิ่นเหมือนกัน แต่ทั้ง Epigram และ ลาวเด้อ (Louder) ก็มีจุดแตกต่างกันที่ชัดเจน กล่าวคือ ลักษณะของเนื้อหาที่นำเสนอ โดย Epigram เน้นไปทางบทความเชิงลึก และจริงจังในเรื่องของสิ่งแวดล้อม รวมถึงธุรกิจและนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคตะวันออก ในขณะที่ลาวเด้อ เน้นเนื้อหาที่อ่อนโยนกว่า แต่ก็สอดแทรกประเด็นเฉพาะของสังคมอีสานในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ไว้ ผ่านการนำเสนอเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น ธุรกิจท้องถิ่น ผู้คน ไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ
แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 2 รูปแบบได้นำเสนอเนื้อหาที่ ‘จำเป็น’ และ ‘เป็นประโยชน์’ ต่อพื้นที่ที่ของตน แตกต่างกันไปตามแนวทาง และประเด็นในพื้นที่ ภาคตะวันออกคือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม และการพัฒนา ในขณะที่อีสานคือบ้านที่ถูกทอดทิ้ง
ทั้งคู่ คือคนรุ่นใหม่ที่ทำสื่อภูมิภาค ที่ต้องการบอกเล่า 'เสียง' ของภูมิภาค ที่ไม่ค่อยถูกได้ยินในเมืองใหญ่ ด้วยเจตนาดีต่อพื้นที่ที่ตนดำรงอยู่