
SHORT CUT
รัฐบาลขยับเร็ว นายกฯ 'อนุทิน' เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง-เอกชน ประชุมพรุ่งนี้ รับมือไฟตะวันออกกลางลุกลาม ห่วงเศรษฐกิจไทย-ความปลอดภัยคนไทย
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ในมิติการเมืองระหว่างประเทศ แต่รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยงด้วย
รายงานจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า วันพรุ่งนี้ (2 มีนาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในช่วงเช้า เพื่อประเมินภาพรวมสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น
หลังจากนั้น จะมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชน โดยเชิญตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจตามมา
ประเด็นหลักของการหารือครั้งนี้ คือการรับมือผลกระทบที่อาจกระทบถึงประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งแรงสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความแสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง แต่ก็มีแรงงานและประชาชนชาวไทยจำนวนมากอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศแถบนี้
รัฐบาลย้ำว่า “ความปลอดภัยของคนไทย” คือภารกิจอันดับแรก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอิหร่านและอิสราเอล ขณะนี้ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและจัดหาอากาศยานรับคนไทยกลับประเทศหากสถานการณ์เลวร้ายลง
ในด้านการทำงานเชิงระบบ กระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือวอร์รูมขึ้นทันที พร้อมบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านความมั่นคง การคลัง แรงงาน สาธารณสุข และการปกครอง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง
รัฐบาลยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า วิกฤติในตะวันออกกลางย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อลดแรงกระแทกให้ได้มากที่สุด พร้อมเดินหน้าหาทาง “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังประเมินทิศทางได้ยาก รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และย้ำว่าการดูแลความปลอดภัยของคนไทยและเสถียรภาพของประเทศ จะยังคงเป็นภารกิจหลักในทุกจังหวะของสถานการณ์นี้