
SHORT CUT
กองทัพสหรัฐฯ ขาดแคลนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 เพราะต้องแบ่งกำลังสำหรับภารกิจยับยั้งนิวเคลียร์และปฏิบัติการทั่วโลก กระทบภารกิจนิวเคลียร์ ทำแผนอัปเกรดรุ่น B-52J ล่าช้า ส่งผลต่อแผนยืดอายุการใช้งานยาวถึงปี 2050
กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาสมดุลของฝูงบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ B-52 Stratofortress รายงานล่าสุดระบุว่า อัตราความพร้อมใช้งานปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 50-55% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น่ากังวลสำหรับอาวุธระดับตำนานที่ต้องแบกรับภารกิจความมั่นคงระดับโลก
ต้นตอของปัญหาเกิดจากการที่ B-52 จำนวนหนึ่งต้องถูกตรึงไว้เพื่อสแตนด์บายสำหรับภารกิจป้องปรามนิวเคลียร์ ขณะที่อีกส่วนต้องถูกแบ่งไปสนับสนุนปฏิบัติการรบแบบดั้งเดิมทั่วโลก ทุกครั้งที่เครื่องบินต้องถูกส่งเข้าซ่อมบำรุงตามวงรอบ จำนวนเครื่องที่พร้อมปฏิบัติการจึงหดหายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีความพยายามหาทางออกด้วยการดึงเครื่องบินที่ถูกเก็บรักษาไว้ออกมาใช้ แต่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าอะไหล่และกำลังสำรองมีอยู่อย่างจำกัด
เป้าหมายสำคัญของเพนตากอนคือการยืดอายุการใช้งาน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ให้อยู่ยาวไปจนถึงช่วงปี 2050 ผ่านการอัปเกรดขนานใหญ่สู่มาตรฐาน "B-52J" ซึ่งรวมถึงการติดตั้งเรดาร์ล้ำสมัย AN/APQ-188 และเปลี่ยนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ Rolls-Royce ใหม่ทั้ง 8 เครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาวะตึงตัวของฝูงบินทำให้โครงการนี้สะดุด กำหนดการบินทดสอบถูกเลื่อนออกไปจากปี 2024 เป็นปี 2027 และคาดว่าจะสามารถนำมาใช้งานจริงได้ล่าช้าไปจนถึงปี 2033
เพื่ออุดรอยรั่วนี้ สหรัฐฯ ฝากความหวังไว้ที่การนำ B-21 Raider เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนยุคใหม่เข้าประจำการ ทว่าภายใต้แผนงานที่มีกำหนดปลดประจำการรุ่นพี่อย่าง B-1B Lancer และ B-2 Spirit ในช่วงทศวรรษ 2030 หากโครงการอัปเกรด B-52J ยังคงล่าช้าต่อไป กองทัพสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับ 'ช่องว่างทางยุทธศาสตร์' ที่ส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา : defence-ua twz
ข่าวที่เกี่ยวข้อง